แนวทางสันติวิธี

เขียนที่ลอนดอน  ๘ กันยายน ๒๕๒๐ เดิมตีพิมพ์ในชื่อ ความรู้เรื่องเมืองไทย ซึ่งต่อมาใช้ชื่อ แนวทางสันติวิธี

พิมพ์ใน แนวทางสันติวิธี ทางเลือกของคนไทยหลัง ๖ ตุลา (กรุงเทพฯ: ประกายพรึก, ๒๕๒๑)

 

- ๑ -

ผมมีความยินดีที่ทราบว่า เพื่อนทางญี่ปุ่นจะจัดพิมพ์เอกสารเรื่องเมืองไทยขึ้นเผยแพร่ในหมู่ชาวญี่ปุ่น  สมัยนี้ความจริงเป็นของหายาก เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ของเมืองไทยที่มาจากเมืองไทย เพราะรัฐบาลปัจจุบัน  นอกจากจะทำลายเสรีภาพและสิทธิของประชาชนไทย โดยแถลงเป็นนโยบายว่าจะขังคนไทยทั้งเมืองมิให้ใช้เสรีภาพ ๑๒ ปีแล้ว  ยังสกัดกั้นมิให้ความจริงออกมาจากเมืองไทย ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การปิดหนังสือพิมพ์ การบิดเบือนข่าวสารทางวิทยุและโทรทัศน์ การขับไล่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เขียนข่าวจริงจากเมืองไทย เป็นต้น

ฉะนั้น หากมีเอกสารที่ออกมาโดยผู้เขียนมีอิสระที่จะเขียน โดยไม่ต้องพะวงว่าโทษที่อาจจะได้รับในเอื้อมของรัฐบาลไทย โลกก็ย่อมเจริญขึ้น เพราะมีช่องทางที่จะเปรียบเทียบข้อเท็จจริงและข้อจริงได้ แม้ว่าผู้ที่มีเสรีภาพในการเขียนนั้นจะใช้เสรีภาพบิดเบือนความจริงไป ผู้อ่านซึ่งมีวิจารณญาณย่อมสามารถจับผิดได้โดยเปรียบเทียบกับเอกสารอื่นในประเทศไทย แล้วใช้เสรีภาพพินิจพิจารณาด้วยตนเอง ว่าฝ่ายใดสมจริงฝ่ายใดไม่น่าจะเป็นไปได้

- ๒ -

เหตุการณ์ในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ ที่ทำให้ประเทศไทยพ้นจากระบบเผด็จการที่เริ่มมาแต่ ๒๔๙๑ เป็นอย่างไรนั้น ในหนังสือนี้คงจะปรากฏอย่างชัดเจนแจ้งแล้ว  ความรุ่งเรืองทางการเมือง เศรษฐศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งน่าจะเกิดตามเสรีภาพในสังคมไทย ย่อมต้องใช้เวลานานพอสมควร  แต่เนื่องด้วยระยะเวลาที่เรามีเสรีภาพจริง ๆ นั้นต้องหยุดชะงักลงในเดือนตุลาคม ๒๕๑๙ ความรุ่งเรืองที่กำลังจะปรากฏออกมา จึงต้องดับไปโดยฉับพลัน

ก่อนปี ๒๕๑๖ ถอยหลังกลับไป ๒๕ ปี ประเทศไทยมีการปกครองด้วยลัทธิเผด็จการตลอดเวลา ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีมักจะต้องมียศเป็นจอมพล รัฐบาลไทยหลอกลวงประชาชนเสมอว่า เราอยู่ในระบบเสรีประชาธิปไตย แต่ยังไม่พร้อมจริง ๆ จึงต้องร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่หลายวาระหลายปี  เมื่อมีการเลือกตั้ง ก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมทำให้การเลือกตั้งสกปรกด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างดีที่สุดก็ใช้เงินโปรยซื้อเสียงการเลือกตั้ง ทำได้อย่างโจ่งแจ้ง เมื่อการเลือกตั้งเป็นไปโดยผู้มีอำนาจและผู้มีเงินใช้อำนาจและเงินทำลายการเลือกตั้งเสียแล้ว ก็พาลโทษราษฎรว่าไม่มีการศึกษา ไม่มีความรู้เรื่องการเมือง  ฉะนั้น ประเทศไทยไม่พร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตย  บางทีเมื่อมีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาแล้ว โดยรัฐบาลทหารมีเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากนั้นสืบเนื่องมาจากการใช้เงินซื้อ ในไม่ช้าเมื่อเงินงวดลงเสียงข้างมากก็งวดลง ฝ่ายทหารก็ทำการปฏิวัติตนเองเสียที ทำดังนี้มาเป็นเวลา ๒๕ ปี ชั่วอายุคน (generation)  ผลที่แท้จริงก็คืออำนาจตกอยู่ในมือของคนไม่กี่คน ซึ่งผลัดกันใช้อำนาจเด็ดขาดตามลำดับอาวุโส “อำนาจนั้นทำให้เสื่อมด้วยความทุจริต อำนาจเด็ดขาดก็ยิ่งทำให้เสื่อมอย่างเด็ดขาด[1]  ฉะนั้น ความทุจริตจึงเกิดขึ้นอย่างกลาดเกลื่อนในวงสังคมไทย จนเป็นเหตุหนึ่งในหลายเหตุให้ประชาชนเรือนแสงต้องทำการประท้วง ในท้องถนนของกรุงเทพฯ จนถึงขั้นที่ต้องเปลี่ยนระบบการปกครองมาเป็นเสรีในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖

รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๗ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีข้อเสียหลายอย่าง แต่ผู้ร่างทั้งหลายพยายามที่จะให้เป็นธรรมนูญที่เสรี ยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย แต่ลำพังรัฐธรรมนูญเป็นตัวอักษร ฉีกทิ้งได้ทุกเมื่อ ไม่ปฏิบัติตามก็ได้ตามใจชอบ ไม่เป็นหลักประกันอะไรเลยที่จะป้องกันผู้ทำลายประชาธิปไตย ฝ่ายที่ต้องการทำลายประชาธิปไตยจึงสามารถวางแผนและดำเนินการตามแผนได้ในไม่ช้า เพราะวงการทหารก็ดี วงการปกครองด้านมหาดไทยก็ดี วงการศึกษาก็ดี มิได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่ประการใดจาก ๒๔๙๑–๒๕๑๖ ระบบประชาธิปไตยและระบบเสรีซึ่งอ่อนอยู่แล้ว ด้วยความชอกซ้ำจากระบบเผด็จการ ๒๕ ปีมา ก็ยังแสดงความอ่อนแออยู่ต่อไป ด้วยการมีพรรคการเมืองมากมายเกินความต้องการ และรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องเป็นรัฐบาลผสมด้วย พรรคการเมืองหลายพรรค ดำเนินการอะไรไม่ได้สะดวก จึงเป็นช่องทางให้พรรคการเมืองฝ่ายทหาร ทหารและตำรวจประจำการ สนับสนุนโดยเจ้าของที่ดินและนายทุนบางพวกจัดการโค่นหลักการประชาธิปไตย โดยยึดอำนาจเผด็จการขึ้นในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

ถึงกระนั้นก็ดี แนวโน้มทางการเมืองใน ๓ ปีตั้งแต่ตุลาคม  ๒๕๑๖ ก็ได้เป็นไปทางฟื้นฟูประชาธิปไตยมิใช่น้อย ในการเลือกตั้งครั้งที่ ๒  เดือนเมษายน ๒๕๑๙ มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคใหญ่มากขึ้นและพรรคการเมืองในสภาก็มีน้อยพรรคลง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งที่ ๑ ในปี ๒๕๑๘ ประชาชนทั้งหลายมีความสำนึกทางการเมืองมากขึ้น การรวมตัวของกรรมกรและชาวนามีมากขึ้น คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ใช้สิทธิเสรีภาพก็สามารถใช้สิทธิ์นั้น ๆ ในทำนองสร้างสรรค์มากขึ้น ความสำนึกว่าเมืองไทยมิใช่กรุงเทพฯ แห่งเดียว  แต่ยังมีชนชาวไทยอยู่ในชนบทที่มิได้รับการดูแลจากรัฐบาลมากหลายเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเอาใจใส่สอดส่องดูแลทุกข์สุขของราษฎรในภาคต่าง ๆ ก็มีมากขึ้น และสิทธิเสรีภาพที่ฝังอยู่ในจิตสำนึกของประชาชนนั้น  ถ้าจะหมดสิ้นไปด้วยการใช้อำนาจรอนสิทธิ์  ย่อมจะเป็นไปมิได้ถ้าหากระบบประชาธิปไตยมีชีวิตยืนยาวไปได้สัก ๑๐ ปี  เหตุการณ์ทางการเมืองที่เป็นจุดอ่อนของระบบนั้นจะได้แก้ไขให้ดีขึ้นด้วยเวลา ไม่ใช่เพราะราษฎรมีความรู้น้อยจึงมีประชาธิปไตยไม่ได้  เป็นเพราะไม่มีโอกาสนานพอที่ราษฎรจะได้ใช้สิทธิเสรีภาพของมนุษยชนต่างหาก

ในด้านเศรษฐกิจ ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจส่วนรวมของชาติเสื่อมโทรมหรือมีวิกฤตการณ์แต่อย่างไร  แต่เป็นเพราะความไม่สมดุลแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ นับตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีกลไกและการบริหารทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังมั่นคง ดีพอสมควร เงินบาทมีเสถียรภาพดีเป็นเวลานาน ความเจริญโดยส่วนรวมก็เป็นไปโดยอัตราสูง แต่ระหว่างกรุงเทพฯกับเมืองใหญ่ ๆ กับชนบทนั้น  ความเจริญไม่สม่ำเสมอกัน  กรุงเทพฯเติบโตขึ้นเร็ว จนน่าเกลียดส่วนชนบทอยู่กับที่หรือบางแห่งก็เสื่อมลง  คนในกรุงร่ำรวยขึ้นมากแต่คนในชนบทกลับจนลง  กำไรของอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การเงินการธนาคารสูงขึ้น แต่รายได้ของชาวนาชาวไร่กลับลดลงหรือเพิ่มในอัตราต่ำ อัตราค่าข้างของกรรมกรทั้งในกรุงเทพและชนบทต่ำมาก ในปี ๒๕๑๖ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในกรุงเทพฯ รัฐบาลกำหนดไว้เพียง ๑๒ บาทต่อวัน ส่วนรายได้ของพ่อค้านักอุตสาหกรรม นายธนาคาร หรือแม้ข้าราชการนั้น สูงจนเกิดความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อขึ้นทั่วไป  และยิ่งข้าราชการที่อยู่ใกล้ผู้มีอำนาจก็ยิ่งรวยขึ้นอย่างผิดปกติ ถูกกฎหมายบ้าง ผิดกฎหมายบ้าง  ราคาข้าวเปลือกที่เป็นรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ถูกกดตั้งแต่เลิกสงครามโลกตลอดมาให้อยู่ในระดับประมาณกึ่งหนึ่งของราคาในตลาดโลก บางครั้ง ๑ ใน ๓ และเมื่อเกิดอากาศวิปริต ฝนแล้ง หรือน้ำท่วมทำนาไม่ได้ผล ชาวนาทุกภาคก็ต้องเสียที่ดินทำกินของตนเพราะความอัตคัดเดือดร้อน

ที่เป็นเช่นนี้ในระบบเผด็จการนั่นเอง แม้จะมีเหตุผลอย่างอื่นเช่นอัตราการเพิ่มประชากรสูงมากตามแต่เหตุผลสำคัญอยู่ที่ระบบเผด็จการนั่นเองแทนที่จะมีสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เป็นปากเสียงของประชาชนจริง ๆ สภาที่มีก็เป็นสภาแต่งตั้ง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งก็ต้องคล้อยตามเผด็จการที่แต่งตั้งขึ้นมาและแวดล้อมผู้เผด็จการคือข้าราชการ นักการค้า และอุตสาหกรที่หวังพึ่งผู้เผด็จการเป็นชิงถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ผู้เผด็จการจึงมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะเข้าออกบ้านเมืองให้เป็นสุขทุกหย่อมหญ้า มองแต่บริเวณใกล้ตัว และดำเนินการและนโยบายไปตามผลประโยชน์ของตน และเพื่อนฝูงที่ใกล้ชิด  ส่วนการแถลงนโยบายเป็นทางการนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะแถลงให้กว้างขวางเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างใดก็ทำได้ แต่การกระทำกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ตั้งแต่ตุลาคม ๒๕๑๖  เป็นต้นมา ข้อเสียของการเศรษฐกิจไทยดังกล่าวได้มีการพยายามแก้ไขอยู่ตามลำดับ การพัฒนาชนบทได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังโดยรัฐบาล มหาวิทยาลัย กลุ่มนิสิตนักศึกษาและเอกชน ชาวนาชาวไร่มีสิทธิที่จะรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่แท้จริง หรือกลุ่มชาวนาเพื่อดูแลผลประโยชน์ของตนที่เคยถูกนายเหมืองหรือคหบดีอื่นกลั่นแกล้งให้ทำนาทำไร่ไม่สะดวก ก็สามารถเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของตน และรัฐบาลก็ต้องเหลียวแลดูผลประโยชน์ของคนส่วนมากที่เคยถูกนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือตำรวจ ทหารท้องถิ่นกลั้นแกล้งด้วยวิธีและข้อหาต่าง ๆ ก็สามารถร้องเรียนมีปากเสียงได้ ผู้แทนราษฎรในรัฐสภาที่ต้องพึ่งราษฎรในการเลือกตั้ง ก็ต้องเป็นปากเสียงให้ราษฎร  ราคาข้าวเปลือก และสินค้าพืชไร่ต่าง ๆ จึงสูงขึ้น และรัฐบาลถึงกับประกันราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดมิให้ตกต่ำ  ส่วนกรรมกร ในเมืองก็รวมตัวกันเป็นสหภาพสหพันธ์ เรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของตนในเรื่องค่าจ้าง และภาวะการทำงานโดยทั่วไป ค่าจ้างขั้นต่ำในกรุงเทพฯ เขยิบขึ้นราคา ๑๒ บาทต่อวัน เป็น ๑๖ บาท ๒๐ บาท และ ๒๕ บาทตามลำดับ[2] แต่ก็ยังไม่พอเพียงสำหรับการครองชีพโดยมัธยัสถ์การกระทำต่าง ๆ บางครั้งต้องใช้วิธีสไตรค์หยุดงานจึงได้ผล การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมกระเตื้องดีขึ้นมาโดยลำดับ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่น่าพอใจ ค่าจ้างแรงงานของคนไทยยังต่ำกว่าของชาติอื่น ๆ เป็นไหน ๆ

แต่เมื่อเกิดเผด็จการขึ้นในเดือนตุลาคม ๒๕๑๙  ความก้าวหน้าในเรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมต้องหยุดชะงักลง  รายได้ของชาวนาชาวไร่กลับไปสู่ความกดดันในเอื้อมมือของผู้เผด็จการจะรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิไม่ได้เสียแล้ว  ผู้แทนราษฎรที่เลือกตั้งกันก็ไม่มีเสียแล้ว  กรรมกรยังคงมีสภาพอยู่ในนามแต่หยุดงานไม่ได้ เป็นภัยต่อสังคม ชุมนุมกันก็ไม่ได้ กรมแรงงานเสนอให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจาก ๒๕ บาท เป็น ๒๘  บาทต่อวัน รัฐบาลก็ไม่ยอมรับ  ฉะนั้นสภาวะเศรษฐกิจและสังคมจึงกลับไปสู่สภาวะเดิม ก่อน ๒๕๑๖ คือแล้วแต่ผู้เผด็จการ

ในด้านเสรีภาพทางวิชาการก็ดี เสรีภาพทางวัฒนธรรมก็ดี การดนตรี นาฏศิลป์ ศิลปะต่าง ๆ หรือ วรรณกรรม แต่ก่อนเคยถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตแคบ ๆ จนถึงตุลาคม ๒๕๑๖ ได้มีการจรรโลงให้เป็นอิสระจนเกิดความรุ่นเรืองทางวิชาการ และวัฒนธรรมขึ้นเต็มที่ มีผลงานประจักษ์อยู่ เรื่องต่าง ๆ ที่กำลังจะปฏิรูป เช่น การศึกษา สาธารณสุข เป็นต้น ต้องชะงักลงเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และจะต้องอับเฉาไปอีกนานเพราะผู้เผด็จการใหม่บังคับให้เผาหนังสือเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ เล่ม  ห้ามมิให้ใช้ความคิดในการเรียนการสอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และดนตรี หรือละคอนบางอย่างก็ห้ามแสดงเพราะเป็นพิษภัยต่อสังคม

- ๓ -

สภาพของบ้านเมืองไทยเป็นอยู่อย่างนี้ในปัจจุบัน ทางรัฐบาลหลังจากวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  ต้องการกุมอำนาจเผด็จการไว้ ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใครจะพูด จะเขียนจะคิดจะเรียนอะไรก็ต้องเป็นไปตามที่รัฐบาลอนุญาต และท่อของการอนุญาตนั้นแคบลงแคบลง หนังสือพิมพ์และสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ต้องดำเนินการตามที่รัฐบาลจะพึงพอใจ กรรมกรชาวนาชาวไร่ไม่มีสิทธิที่จะชุมนุมหรือรวมตัวกัน ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษามีไม่ได้ รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๗ ทั้งฉบับถูกยกเลิก รัฐสภาที่เกิดจากการเลือกตั้งต้องยุบ เกิดรัฐสภาแต่งตั้งขึ้นแทน   “รัฐธรรมนูญ” ใหม่ ให้อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่รัฐบาลทั้งในการบริหารการตุลาการและนิติบัญญัติ  ถ้ารัฐบาลไม่พอใจผู้ใด รัฐบาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินได้เอง ไม่ต้องขึ้นศาลหรือผ่านขบวนการยุติธรรมแต่อย่างไร  และถ้าเจ้าหน้าที่ปกครองไม่พอใจ ก็กล่าวหาได้โดยสะดวกว่า “เป็นภัยต่อสังคม” ซึ่งหมายความว่าจะต้องอยู่ในเงื้อมมือเจ้าหน้าที่บริหาร ขังได้นาน ๆ ไม่ต้องขึ้นศาล  แม้รัฐบาลจะตัดสินประหารชีวิตใคร ก็ทำได้ตามอำเภอใจ  เมื่อเป็นเช่นนี้การจับกุมจึงมีอยู่ทั่วไป เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้ถูกจับกุมอยู่ ๓,๐๐๐ กว่าคน  ในจำพวกนี้มีหลายร้อยคนที่รัฐบาลขังไว้นานถึง ๕–๖ เดือน จึงปล่อยตัวออกมา ทำทีว่ารัฐบาลเมตตากรุณา เหลือไว้หลังจากมีนาคม ๒๕๒๐ ประมาณ ๑๐๐ กว่าคนที่รัฐบาลจะจัดการฟ้องศาลด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์  ข้อที่ควรสังเกตคือคนที่ถูกขังตั้งแต่ตุลาคม ๒๕๑๙ ถึงมีนาคม ๒๕๒๐ เป็นเวลาหลายเดือนนั้นถูกขังฟรี ไม่มีอะไรทดแทนกลับเสียชื่อเสียง  แท้จริงการปล่อยผู้ถูกขังเป็นจำนวนมากนั้นเพราะ (ก) รัฐบาลไม่สามารถตั้งข้อหาได้ว่ามีความผิด และ (ข) รัฐบาลต้องการแสดงต่อโลกเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกาว่า รัฐบาลพยายามไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่ออเมริกาจะได้ให้ความช่วยเหลือต่อไป

ส่วนผู้ต้องหาที่ยังเหลืออยู่ ๑๐๐ กว่าคน ซึ่งจะฟ้องร้องนั้นมีจำนวน ๓๐ กว่าคนที่อัยการส่งเรื่องคืนตำรวจ เพราะไม่สามารถฟ้องได้หลักฐานไม่พอเพียง แต่ตำรวจยืนยันจะให้ฟ้องอย่างไรก็ตามหลายคนในจำนวน ๑๐๐ กว่าคนนั้นถูกฟ้องในข้อหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ จะต้องขึ้นศาลทหาร มีทนายว่าต่างไม่ได้ และไม่มีอุทธรณ์ฎีกา  ถ้าไม่ถูกใช้มาตรา ๒๑ ของ “รัฐธรรมนูญ” มาบังคับโดยรัฐบาลตัดสินได้เอง ก็ยังไม่ได้ประโยชน์จากขบวนการยุติธรรม และก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกลงโทษโดยมาตรา ๒๑ หรือไม่ เพราะรัฐบาลเกรงว่าถ้าศาลพิจารณาแล้วอาจยกฟ้อง เสียหน้ารัฐบาลหมด จึงตัดสินใจเอาเองรัฐบาลนี้กำลังมันเขี้ยวใช้มาตรา ๒๑ ลงโทษประหารชีวิตผู้ต้องหาไป ๓ ราย และจำคุกไปอีกหลายคน  นี่หรือนายกรัฐมนตรีนักกฎหมาย อดีตผู้พิพากษา อาจารย์สอนกฎหมาย และในคณะรัฐมนตรีก็มีนักกฎหมายอยู่หลายคน แต่ไม่ต้องการใช้กฎหมายตามหลักธรรม

แต่ ๓,๐๐๐ กว่าคนที่ถูกจับที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นพวกที่ “เปิดเผย”  ไม่เปิดเผยก็ไม่ได้ เพราะเรื่องมันแดงเสียแล้ว  ต่อจากนั้นมายังมีประชาชนถูกจับอีกมากมายในชนบททั่วราชอาณาจักร จำนวนแน่นอนไม่เป็นที่ทราบ เพราะพวกนี้รัฐบาลปิด หนังสือพิมพ์ลงไม่ได้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคนรู้จักทั่วไป แต่ก็เป็นมนุษย์คนไทยนี่แหละ บางเสียงคะเนว่าจำนวนที่ถูกจับทั้งหมดคงประมาณ ๕,๐๐๐ คน ที่จับแล้วปล่อยเร็วบ้าง ช้าบ้างก็คงมี บางเสียงคะเนว่าถูกคุมขังอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ คน ที่ถูกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ก็มี ถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อสังคมก็มาก และก็มีมากที่ถูกเจ้าหน้าที่แกล้งจับด้วยเรื่องอริส่วนตัว แล้วหาความว่าเป็นภัยต่อสังคม  เช่น กรณีแพทย์ผู้หนึ่งที่มหาสารคาม ซึ่งได้ช่วยเหลือชาวบ้านมาแต่ก่อน โดยขัดผลประโยชน์ของผู้ว่าราชการจังหวัดนายอำเภอและนายทุนที่เป็นเพื่อนของเจ้าหน้าที่  ปรปักษ์ของแพทย์ผู้นี้เคยพยายามทำร้ายแพทย์มาหลายครั้ง สบโอกาสหลังปฏิวัติจึงจับมาในข้อหาว่าเป็นภัยต่อสังคม ชาวบ้านนับร้อยไปเยี่ยมแพทย์ผู้นี้จนแน่นที่คุมขังทุกวัน จนเจ้าหน้าที่ต้องปล่อยตัวเพราะหาหลักฐานมิได้  นี่เป็นตัวอย่างที่มีผู้เดือดร้อนเพียงตัวอย่างเดียว ซึ่งเผอิญเป็นผู้มีบารมีชาวบ้านรัก จึงพ้นโทษไป  ตัวอย่างที่มีผู้เดือดร้อนเพราะถูกจับโดยรัฐบาลไม่ยอมให้ข่าวยังมีอีกมาก เช่น ภิกษุสามเณรและอุบาสกของวัดชลประทาน เป็นต้น  เจ้าหน้าที่ที่ต้องการจองผลาญราษฎรยังมีเกลื่อนไป และได้รับความปกป้องคุ้มครองจากรัฐบาลอยู่เสมอ  แม้พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่ยกเว้น เช่น ภิกษุ ๓ รูปที่ตำบลพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช จากคำบอกเล่าของภิกษุผู้ทรงศีลเอง เจ้าหน้าที่ไปหลอกเจ้าอาวาสว่าจะนำไปให้การ และจะให้จำวัดอยู่วัดหนึ่งในเมือง แต่แท้จริงนำไปขังร่วมกับผู้ต้องหาอื่น ๆ และวันดีคืนดีญาติโยมไปเยี่ยมไม่พบ ปรากฏจากปากคำของผู้ต้องขังด้วยกันว่าเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครนำไปฆ่าเสียแล้ว บรรดาผู้ต้องหาว่าเป็นภัยต่อสังคมนั้น ส่วนมากเป็นคนยากจนมีลูกเมียพ่อแม่จะต้องเลี้ยง เมื่อถูกขังนาน ๆ ย่อมเดือดร้อนมิใช่แต่ตัวคนเดียว แต่ทั้งครอบครัวซึ่งหมายถึงอย่างน้อย ๖ ปาก ๖ ท้อง  มิหนำซ้ำบางรายถูกเจ้าหน้าที่ส่งเข้ามาคุมขังที่กรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นไกลหมู่บ้าน ญาติมิตรไม่สามารถไปเยี่ยมเสียได้ เลยกลายเป็นคนสาบสูญไปในเงื้อมมือเจ้าหน้าที่อย่างมิใช่มนุษย์

ที่กล่าวมานี้ ยังมิได้พูดถึงการซ้อม ตบตี ทรมาน ผู้ถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นั้น การซ้อมและทรมานเห็นได้ชัด ประชาชนในกรุงเทพฯ ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และใกล้สถานีตำรวจต่าง ๆ ได้เห็นด้วยตาของตนเอง และหลังจากนั้นแม้พวกที่ถูกจับที่มหาวิทยาลัยก็ยังมีการซ้อมและทรมานอยู่ต่อไปเพื่อให้ “สารภาพ” และให้การ “ซัดทอด” ถึงผู้อื่น  แต่พวกที่ถูกจับที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นพวก “เปิด” คือเป็นผู้ที่ทราบกันโดยทั่วไป  การซ้อมและทรมานจึงซาลงไปในระยะหลังนี้  แต่ก็ไม่วายมีผู้ที่ถูกขังเดี่ยวในกรงเล็ก ๆ หรือคุกมืดหลายคนที่เจ้าหน้าที่ห้ามคนเยี่ยม  ส่วนพวกที่ถูกจับชนิด “ปิด” นั้นน่าเกรงว่าจะมีการทำทารุณโดยทั่วไปเฉพาะอย่างยิ่งในเขตทุรกันดารไกลหูตาผู้คน

การใช้อำนาจข่มขู่ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การใช้มาตรา ๒๑ แห่งรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันการตั้งข้อหา ภัยสังคมตามประกาศคณะปฏิรูปอย่างกว้างขวาง การปิดหนังสือ การห้ามชุมนุม ฯลฯ เหล่านี้เป็นเครื่องมือทำให้ประชาชนโดยทั่วไปเกิดความสยดสยองไม่กล้าแสดงความจริงหรืออกความเห็นเป็นอย่างอื่นนอกจากจะเป็นเชิงสนับสนุนฝ่ายปกครอง  เพราะฉะนั้น รัฐบาลก็สามารถอ้างได้ว่าประชาชนทั้งประเทศสนับสนุนรัฐบาลนี้ เป็นการทึกทักพูดเอาฝ่ายเดียว  ส่วนข้อที่อ้างว่าหลังจาก ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ บ้านเมืองสงบเรียบร้อยลง อาชญากรรมลดลงนั้น ดูจากหนังสือพิมพ์ที่ออกในเมืองไทยก็ได้ จะเห็นว่าไม่เป็นความจริงอย่างใด กรณีฆ่ากัน  ลักทรัพย์ วิ่งราว ข่มขืน ปล้น ยังมีเกลื่อนหน้าหนังสือพิมพ์ จนรัฐบาลโดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องดำริที่จะออกหนังสือพิมพ์ของรัฐบาลเอง ซึ่งไม่มีประเทศประชาธิปไตยประเทศไหนเขาทำกัน มีก็แต่ประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์เช่นรัสเซีย รัฐบาลออกหนังสือพิมพ์ปร๊าฟดาและอีซเวสเซีย  ข้อที่แน่ก็คือการปะทะกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เพิ่มความรุนแรงและถี่ยิ่งขึ้น ทั้งนี้จากข่าวทางรัฐบาลเอง และข่าวของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ก็ค่อนข้างจะสอดคล้องกัน

- ๔ -

ทางฝ่ายคอมมิวนิสต์นั้นเล่าในระยะ ๒๕๐๖ ถึง ๒๕๑๖ ได้เพิ่มกำลังขึ้นบ้างก็จริง แต่เพิ่มขึ้นทีละน้อย และไม่มีกำลังกล้าแข็งอย่างไร แม้จะได้สมัครพรรคพวกเพิ่มเติมขึ้นเรื่อย ๆ จากผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกลั่นแกล้งรังแก (เช่น กรณี “ถังแดง” ทางภาคใต้ หรือบ้านนาทรายในตะวันออกเฉียงเหนือ) มาในระยะประชาธิปไตย ๒๕๑๖–๑๙ การก่อการร้ายปะทะกับเจ้าหน้าที่กลับน้อยลง ผู้เสียชีวิตจากการสู้รบก็ลดลงทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งนี้ดูได้จากสถิติของรัฐบาลเอง แต่หลังจาก ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ การปะทะและการเสียชีวิต การบาดเจ็บกลับมากขึ้น จากสถิติของรัฐบาลใน ๓ เดือนแรกของปี ๒๕๒๐ มีการสู้รบและเสียชีวิตมากกว่าทั้งปีของแต่ละปีระหว่าง ๒๕๑๖–๑๙

ทั้งนี้เป็นสิ่งที่คาดหมายได้ เพราะเหตุการณ์ทางด้านรัฐบาลหลัง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และการเผด็จการข่มขู่ราษฎร ทำให้นิสิตนักศึกษา อาจารย์ กรรมกร ชาวนาชาวไร่และราษฎรโดยทั่วไปมีทางเลือกอยู่แคบมาก  ถ้าไม่อ่อนน้อมยอมให้จำกัดสิทธิ์ ก็มีหวังจะถูกจำคุกหรือประหารด้วยอำนาจเผด็จการ  หรือมิฉะนั้นก็ต้องหนีออกนอกประเทศ หรือเข้าป่าไปร่วมมือกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์  พวกหลังนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก จะมากน้อยเท่าใดนั้นไม่แน่ชัด ทางรัฐบาลอ้างว่ามีเพียงไม่กี่ร้อยคน ทางฝ่ายคอมมิวนิสต์อ้างว่าหลายพันคน แต่ลองสำรวจบรรดานิสิตนักศึกษาที่หายไปจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และวิทยาลัยต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งวิทยาครูทั่วราชอาณาจักร มีผู้คะเนว่าหายไปสัก ๕ หรือ ๖,๐๐๐ คน  สมมุติว่าเพียง ๑ ใน ๓ ของคนที่หนีหายไปนั้นไปสมทบกับคอมมิวนิสต์ก็จะได้ตัวเลขประมาณ ๑,๕๐๐–๒,๐๐๐ คน

แต่จำนวนคนที่กลับใจไปจับอาวุธร่วมกับคอมมิวนิสต์นั้น ไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของคน คอมมิวนิสต์ไม่เคยได้รับการสมทบจากผู้มีความรู้สูงมากมายถึงขนาดนี้ มีนักศึกษาและอาจารย์แขนงต่าง ๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ การศึกษา ฯลฯ มากหลาย บรรดาทหารและตำรวจและพลเรือน ที่มีส่วนทำทารุณกรรมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบรรดาผู้ที่ยึดอำนาจการปกครองและรัฐบาลที่ตั้งขึ้นต่อจากนั้น เป็นผู้ช่วยเหลือให้คอมมิวนิสต์กล้าแข็งขึ้นมาก  ถ้าจะเอากฎหมายมาพิจารณากันตามข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้แล้ว รัฐบาลเองและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลน่าจะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะสมคบกันสนับสนุนคอมมิวนิสต์ให้มีกำลังมากขึ้น

ด้วยเหตุที่กล่าวนี้ จึงเป็นข้อยืนยันว่าการสู้รบระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐบาลกับคอมมิวนิสต์ได้รุนแรงและมีมากขึ้น และในอนาคตอันใกล้ก็ยังจะต้องมีมากและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  ประเทศไทยจะเกิดศึกกลางเมืองอย่างดุเดือดเหมือนเวียดนามและเขมรจริง ๆ หรือ  นี่เรายังไม่ได้กล่าวถึงการแทรกแซงจากประเทศภายนอก ถ้ารัฐบาลได้มีอาวุธจากประเทศมหาอำนาจฝ่ายหนึ่ง  ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ต้องแสวงหาอาวุธจากประเทศมหาอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง  และข้อที่แน่อีกข้อหนึ่งก็คือประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิการเมืองใด ๆ จะเดือดร้อนหนักขึ้น อันได้แก่ชาวนาชาวไร่ ชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลาย  ส่วนขุนศึกทั้ง ๒ ฝ่าย และคนมั่งมีในกรุงเทพ คงจะหนีเอาตัวรอดได้ ที่มีปัญญาส่งเงินไปต่างประเทศเพื่อซื้อบ้านที่ดินและลงทุนอย่างอื่นก็เริ่มมีแล้ว รวมทั้งนายพลหลายคนด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นข้อสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้รักความสงบและหวังจะแก้ไขความทุกข์ยากของราษฎรจะต้องพยายามมิให้ประเทศภายนอกส่งอาวุธให้แก่รัฐบาลหรือคอมมิวนิสต์เลย ใครที่พยายามมิให้อเมริกาส่งอาวุธให้รัฐบาลไทย และมิให้เวียดนาม จีน หรือรัสเซียส่งอาวุธให้คอมมิวนิสต์ ย่อมจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา คนที่ขัดขวางความพยายามเช่นนี้เป็นผู้ที่คิดแคบและคิดสั้น ไม่แยแสต่อความคิดเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์คนไทยด้วยกัน

ใครจะชนะในสงครามกลางเมืองที่จะเกิดขึ้นไม่สู้สำคัญ  ผู้แพ้คือคนไทยธรรมดา และชาติไทยนั่นเอง

ที่ว่าใครจะชนะไม่สำคัญนั้น  มองจากแง่ของสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะถ้ารัฐบาลเผด็จการชนะ สิทธิเสรีภาพก็จะอับเฉาอย่างเวลานี้หรือยิ่งกว่า เช่นเดียวกับที่ได้อับเฉาตั้งแต่ ๒๔๙๑ ถ้าฝ่ายคอมมูนิสต์ชนะ ดูจากประสบการณ์ในประเทศคอมมิวนิสต์ทั่วโลก และดูจากลัทธิของคอมมิวนิสต์เอง ก็ต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะจะต้องมีการเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ

มีผู้อ้างว่าคอมมิวนิสต์ไทยไม่เหมือนกับคอมมิวนิสต์ยุโรป และนโยบายฝ่ายคอมมิวนิสต์ไทยแถลงออกมา ๑๐ ประการ เมื่อต้นปีนี้นั้น ย่อมเปิดโอกาสให้ผู้มีความคิดทางการเมืองแตกต่างจากคอมมิวนิสต์มาร่วมมือด้วย ข้อนี้ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำมิใช่ด้วยการแถลงนโยบาย

ถ้าพูดถึงการแพ้ชนะ มีผู้กล่าวว่าทางรัฐบาลจะต้องเป็นฝ่ายแพ้ เช่นเดียวกับฝ่ายก๊กมินตั๋งของจีนหรือเวียดนามใต้ เพราะฝ่ายรัฐบาลมีการใช้อำนาจหน้าที่ทำการทุจริตอยู่เสมอ และอีกประการหนึ่ง ฝ่ายทหารเบื้องหลังรัฐบาลมีการแตกแยกกันมาก ข่าวลือว่าจะมีรัฐประหารเกิดตกตื่นตั้งแต่ปลายปีก่อน  และความจริงก็เกิดขึ้นแล้วจริงเมื่อเดือนมีนาคม โดยที่รัฐบาลไม่สามารถกวาดล้างให้สิ้นเสี้ยนหนาม แม้ในเดือนมิถุนายน ก็ยังมีข่าวลือหนาหูยิ่งขึ้น  ข้อนี้ก็น่าคิดและเป็นเหตุผลสนับสนุนให้น่าเชื่อว่า บุคคลที่ใกล้ชิดกับวงการรัฐบาลปัจจุบันได้นำเงินทองออกนอกประเทศเตรียมจะหนี

- ๕ -

ผมไม่ทราบว่าผู้ที่จัดทำหนังสือนี้ จะมีนโยบายในทางสร้างสรรค์เมืองไทยให้เจริญด้วยประชาธิปไตยอย่างไร  แต่สำหรับผมและเพื่อน ๆ ผมหลายคนยังยึดมั่นอยู่ในหลักสันติประชาธรรม หรือประชาธรรมไทยโดยสันติวิธี ผมเขียนบันทึกเรื่องนี้ไว้เมื่อเมษายน ๒๕๑๕ ในหนังสือ สันติประชาธรรม (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เคล็ดไทย เมื่อปี ๒๕๑๖) และในบทความนี้ผมจะได้อ้างถึงบันทึกนั้นหลายตอน

ก่อนอื่นผมขอตอบความข้องใจของเพื่อน ๆ หลายคนที่มีความปรารถนาดีต่อผม ทำไมผมจึงไม่หาความสงบ อายุมากแล้ว ทำไมไม่ไปสอนหนังสือหรือเขียนหนังสือเงียบ ๆ  หาเรื่องให้เขาด่าเอา ๆ กวนใจเปล่า ๆ และทำให้เดือดร้อนถึงเพื่อนฝูงพี่น้อง  ผมต้องแสดงความเสียใจที่ได้ทำให้เพื่อนฝูงพี่น้องเดือดร้อน แต่คำตอบคือ “ผมมีฐานะปานนี้ แก่ปานนี้แล้ว ถ้าไม่จับเรื่องและริเริ่มจะคอยให้ใครริเริ่มก็กระไรอยู่” (หนังสือที่อ้างหน้า ๕๙)

ประชาชาธรรมเป็นคำที่ผมต้องการใช้มากกว่าประชาธิปไตย เพราะในวงการเมืองนั้นคำว่าประชาธิปไตยใช้จนเฝือ เช่น ในโรงเรียนไทย แม้จะอยู่ในระบบเผด็จการ เขาก็ยังสอนให้นักเรียนท่องว่าประเทศไทยเป็นเสรีประชาธิปไตย  อีกประการหนึ่ง การเงินประชาธิปไตยนั้นถ้าไม่อาศัยหลักธรรมะแล้ว ย่อมไม่สมบูรณ์และบกพร่องแน่  เพราะถึงแม้เราจะปกครองกันด้วยเสียงข้างมาก  ถ้าเสียงข้างมากโน้มเอียงไปในเชิงพาลแล้ว ก็ต้องเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยสามารถถกเถียงเรียกร้องให้มีสิทธิ์แสดงความเห็นได้ จึงจะเป็นธรรม

หลักประชาธรรมเป็นหลักกว้าง ๆ มีองค์ประกอบเป็นแก่นสาร ๒ ประการ คือ เสรีภาพและสิทธิของคนแต่ละคน (จำกัดความตามเอกสารสหประชาชาติเรื่องสิทธิของมนุษยชน) ภายในขอบเขตที่จะไม่ทำลายเสรีภาพและสิทธิ์ของผู้อื่น นี่ประการหนึ่ง  กับประการที่ ๒ คือ การมีส่วนร่วมกำหนดโชคชะตาของสังคมที่เราอาศัยอยู่ แต่ละคนมีสิทธิหน้าที่เท่ากันในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะมีฐานะเพศ หรือกำเนิดมาอย่างใด

หลักการเสรีภาพและการมีส่วนร่วม ไม่ใช่หลักการตะวันตกหรือหลักการของประเทศที่มั่งมีแล้ว อย่างในยุโรปหรืออเมริกาเป็นหลักการที่ชอบด้วยธรรมะของทุกประเทศ เช่นคำว่า ‘ไทย’ ก็ไม่ใช่อื่นไกล คือเสรีหรือเป็นใหญ่นั่นเอง คนไทยที่ปราศจากเสรีภาพทางการเมืองจึงเป็นไม่ครบ และการทำ ‘สังฆกรรม’ ตามหลักพระพุทธศาสนา ก็คือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ นั่นเอง ฉะนั้น จึงเป็นหลักที่ถูกต้องรับรองได้ทั่วโลกมิใช่หลักตะวันตกที่จะนำมาใช้กับประเทศด้อยพัฒนาไม่ได้

ถ้าเราได้ ๒ หลักนี้ คือเสรีภาพและการมีส่วนร่วมแล้ว  รูปแบบของประชาธรรมจะเป็นอย่างใดก็แล้วแต่กาละและเทศะ  ไม่จำเป็นต้องเอาอย่างรูปแบบยุโรปอเมริกา  เป็นหน้าที่ของนักรัฐศาสตร์ไทยที่จะคิดหารูปแบบที่เหมาะกับสังคมไทย แต่นักรัฐศาสตร์ไทยจะทำหน้าที่ได้ก็ต้องมีเสรีภาพทางวิชาการ

ในประเทศที่มีประชาธรรมในการปกครอง ใครจะมีความเลื่อมใสในลัทธิการเมืองใดก็กระทำได้ทุกอย่างจะเป็นคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม เสรีนิยม อนุรักษ์นิยม หรือจะซ้ายจัดหรือขวาตกขอบอย่างใดก็ทำได้ทั้งนั้น แต่มีเงื่อนไขอยู่ ๒ อย่างคือ  (ก) ต้องยอมให้คนอื่นคิดแตกต่างกับตนได้ คือ ยอมให้มีพรรคการเมืองหลาย ๆ พรรค  (ข) จะไม่พูดไม่เขียนใช้กำลังรุนแรงทำลายผู้อื่น หรือความคิดของผู้อื่น ข้อนี้ก็เป็นหลักกฎหมายและแพ่งตามปกติวิสัยอยู่แล้ว

“ประชาธรรมคือธรรมเป็นอำนาจ ไม่ใช่อำนาจเป็นธรรม บ้านเมืองที่มีประชาธรรมนั้น ต้องมีขื่อมีแป ไม่ใช่ปกครองกันตามอำเภอใจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” (หนังสือที่อ้าง หน้า ๖๑)

ถ้าเราฟังบุคคลในรัฐบาลพูดทุกวันนี้ จะเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการใช้อำนาจเป็นธรรม เช่น ที่เขาว่า หนังสือพิมพ์ในเมืองไทยมีเสรีภาพในการตีพิมพ์ความเห็นที่ถูกควร ใครเป็นคนตัดสินว่าความเห็นไหนถูกหรือควร คำตอบคือผู้มีอำนาจ ถ้าหนังสือพิมพ์แสดงความเห็นที่ขัดใจผู้มีอำนาจเขาก็ว่าผิด ที่ทำได้เช่นนี้เพราะเขาใช้อำนาจอาวุธที่เขาผูกขาดขึ้นมาปกครอง แล้วยัดเยียดให้ประชาชนต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร

“ประชาธรรมย่อมสำคัญที่ประชาชน ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการประชาชนธรรม ก็ย่อมไม่มีทางที่ใครจะหยิบยื่นได้

ฉะนั้นจุดเริ่มต้นและจุดหมายสุดท้ายคือประชาชนชาวไทย สิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย” (หนังสืออ้างอิงหน้าที่ ๖๑)

ในสังคมที่มีประชาธรรมเราจะต้อแงแก้ปัญหาเรื่องช่องว่างหรือความแตกต่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เจ้าหน้าที่กับราษฎร หญิงกับชาย คนมีกับคนจน ท้องถิ่นที่อุดมกับท้องถิ่นที่กันดาร การมีโอกาสศึกษากับการปราศจากโอกาส การมีโอกาสในด้านสุขภาพอนามัยกับการปราศจากโอกาส ฯลฯ ทั้งนี้มิได้เกิดจากลัทธิการเมืองหรือลัทธิอื่นใด เป็นเรื่องของความชอบธรรม ความเมตตากรุณา การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การปรองดองกัน และการที่จะมีผู้แทนราษฎรเป็นปากเสียงให้แก่ผู้ที่ตกยาก การมีอิสระที่จะรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กับความสำนึกถึงศักดิ์ศรีของมนุษย์แต่ละคน ซึ่งควรเคารพไม่ว่าจะฐานะกำเนิดของเขาจะเป็นอย่างไร ย่อมสามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ว่านั้นได้โดยสันติภาพ

 “ไม่มีวิธีอื่นใดเพื่อได้มาซึ่งประชาธรรมนอกจากสันติวิธี การใช้อาวุธขู่เข็ญประหัตประหารกันเพื่อประชาธรรมนั้น แม้จะสำเร็จ อาจจะได้ผลก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม จะไม่ได้ประชาธรรมถาวร เมื่อฝ่ายหนึ่งใช้อาวุธแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งแพ้ ก็ย่อมคิดใช้อาวุธโต้ตอบ เมื่ออาวุธปะทะกันแล้วจะรักษาประชาธรรมไว้ได้อย่างไร” (หนังสืออ้างอิง หน้า ๕๙–๖๐)

เหตุการณ์ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และหลังจากนั้น ทำให้ผู้ที่ใฝ่ในสันติวิธีมาแต่ก่อน-เลิกใช้สันติวิธีไปเป็นจำนวนมาก เขาอ้างว่าการใช้สันติวิธีเป็นการฆ่าตัวตาย “พวกเราถูกเขาฆ่าตาย เพราะเราใช้สันติวิธี” คำกล่าวเช่นนี้มาจากคนที่ได้รับทุกข์จากความรุนแรงก็เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ผู้ที่กล่าวนั้นหาคิดไม่ว่าการใช้ความรุนแรงต่อสู้กัน แม้ว่าผลสุดท้ายจะได้อำนาจมาต้องใช้อาวุธเพื่อรักษาอำนาจหรือชัยชนะนั้นตลอดไป หาสันติสุขไม่ได้ อีกประการหนึ่งการใช้อาวุธต่อสู้กันนั้นเดือดร้อนแก่คนกลางที่ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้มากกว่า ชาวนาชาวไร่ในเวียดนามและเขมรตายเปล่าไปหลายล้านคน ระหกระเหินสิ้นเนื้อประดาตัวไปหลายแสนครอบครัว

ข้อตำหนิสันติวิธีมีอีกข้อหนึ่งคือ จะไม่มีช่องทางสำเร็จได้เพราะอีกฝ่ายหนึ่งใช้อาวุธ “สันติวิธีเพื่อประชาธรรมนั้น เมื่อใช้กับฝ่ายมีอาวุธก็ไม่แน่ว่าจะกระทำได้สำเร็จก็ต้องใช้เวลานาน เช่น มหาตมะ คานธีใช้กับอังกฤษ ต้องระกำลำบาก ต้องมานะอดทนเด็ดเดี่ยว ต้องอาศัยความกล้าหาญมากกว่าผู้ที่ใช้อาวุธ เพราะมือเปล่าต้องเผชิญกับอาวุธ”

“สมมุติว่าเราปักใจท้อเสียก่อนว่า สันติวิธีจะไม่สามารถนำประชาธรรมมาได้ (ความจริงไม่น่าท้อเสียก่อน) สมมุติว่าไม่มีหวังสำเร็จ ก็น่าคิดว่าควรจะทำหรือควรจะพูด ควรจะเขียนเพื่อเสรีภาพ หรือสำหรับผมแม้จะไม่มีหวังสำเร็จ ก็อดเขียนอดพูดไม่ได้ มิฉะนั้นแล้วจะคับใจเหลือประมาณ” (หนังสือที่อ้าง หน้า ๖๐)

“เมื่อ ดร.ป๋วย เขียนเรื่อง บันทึกประชาธรรมโดยสันติวิธี หรือ จดหมายนายเข้ม เย็นยิ่ง ก็ถูกหาว่าโง่บัดซบทะลึ่ง รู้สึกว่าไม่ได้ผลอะไรมากนัก ตอบว่าก็ต้องยอม  ยิ่งกว่านั้นในวิธีการของสันติวิธีในต่างประเทศนั้น เขาอาจต้องถูกจับ ถูกทำร้าย ถูกทรมาน กระทั่งถูกปลิดชีวิตเป็นอันมาก  แต่เขาก็ยังเก็บดวงประทีปนี้ไว้อยู่เรื่อย ๆ  ดังนั้น การถูกหาว่าโง่บัดซบ ทะลึ่ง ถูกทำร้าย ถูกทรมาน มันเป็นส่วนหนึ่งของสันติวิธี (หนังสือที่อ้าง หน้า ๗๒)

ในบันทึกที่ผมเขียนไว้ ๕ ปีที่แล้ว ผมได้แยกสันติวิธีไว้เป็น ๒ ระยะในหน้า ๖๒ ถึง ๖๔ คือ ระยะยาวกับวิธีในปัจจุบัน  สรุปได้ความว่าจะต้องพยายามพูด เขียน เรียกร้องสิทธิเสรีภาพอยู่เสมอ ทุกคนจะต้องซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นที่เคารพเชื่อถือ จะต้องปกป้องมิให้ประชาธรรมเสื่อม เพราะกันง่ายกว่าแก้ จะต้องรวมกันเป็นปึกแผ่นมั่นคงและควรจะมีมานะ นี่เป็นวิธีระยะยาว  วิธีปัจจุบันนั้น ย่อมแตกต่างกันไปตามกาละและเทศะและสภาวการณ์ แต่ควรจะมีความสัมพันธ์กันระหว่างสมาชิกที่เห็นอย่างเดียวกัน ควรศึกษาภาวะและข้อเท็จจริงเพื่อหาโอกาสสนับสนุนสิทธิเสรีภาพ ควรช่วยกันและกันเมื่อมีใครถูกประทุษร้าย และควรจะเขียนเรียกร้องประชาธรรมมิให้ขาดสาย

ผู้ที่ใฝ่ในสันติประชาธรรม เฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในประเทศไทยตกอยู่ในที่ลำบาก  เพราะอยู่หว่าง กลางผู้ที่ใช้อาวุธประหัตประหารกัน  ทางฝ่ายรัฐบาลเผด็จการ ก็ย่อมเห็นว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติขัดกับนโยบายของเขา แม้ว่าจะแสดงให้ชัดว่าเราใช้สันติวิธี เขาก็มักเหมาเอาว่าเราเป็นฝ่ายศัตรูทำร้ายหรือจับกุมเอาง่าย ๆ  ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ย่อมไม่ไว้วางใจ เพราะเห็นว่าอยู่ในเมืองคงจะร่วมมือกับรัฐบาล  อันตรายมีทั้ง ๒ ด้าน จึงจำต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ยิ่งมีความยากลำบากในการทำงานหนัก ที่ร้ายกว่านั้นคือ “คนกลาง” มักจะสงสัยเราว่าเป็นพวกก่อการ้าย เข้าตำราว่า “มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ”

- ๖ -

ทางเลือกของคนไทยมีอยู่ ๒ ทาง คือปล่อยให้เขาสู้รบกันเป็นศึกกลางเมือง จะยืดเยื้อกันสักปานใดก็แล้วแต่ยถากรรม จะเดือดร้อนแก่ใครสักหมื่นแสนก็ช่วยไม่ได้ เขาจะปกครองกันอย่างไร ใครจะโกงกินกันอย่างไร ไม่ใช่ธุระของเรา ใครจะถูกจับถูกทรมาน ก็เป็นกรรมของสัตว์รบกัน แล้วใครจะเสียหายอย่างใดเท่าใด ใครจะมีอำนาจทีหลัง ก็แล้วแต่บุญกรรม เรารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี นี่เป็นทางที่หนึ่ง

อีกทางหนึ่งคือ พยายามป้องกันมิให้เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า หรือถ้าป้องกันไม่ไหวก็พยายามบรรเทาทุกข์ให้น้อยที่สุด คนไทยไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ พลเรือน ข้าราชการ ราษฎร คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม เสรีนิยม หรืออนุรักษ์นิยม ก็เป็นคนที่จะต้องอยู่ในประเทศไทย และมีลูกหลานเป็นคนไทยทั้งนั้น  ทางที่ถูกต้องชอบธรรมคือหาทางปรองดองกัน ในเวลานี้มองหาทางปรองดองไม่ได้ เพราะทั้ง ๒ ฝ่ายต่างตั้งข้อแข็งด้วยกัน ใครอยู่ตรงกลางก็จะถูกฟัน ทิฐิมานะกล้าแข็งเหลือประมาณ แต่ต้องหาวิธีและเวลาปรองดองให้ได้ การปรองดองคือการโอนอ่อนเข้าหากัน ยอมรับและเคารพสิทธิเสรีภาพด้วยกัน เทิดทูนสัจจะ ไม่ปั้นน้ำเป็นตัวใส่ร้ายกัน หรือพลิกแพลงตลบตะแลงเพื่อประโยชน์ชั่วขณะ  อีกนับหนึ่งคือเป็นทางสนับสนุนหลักธรรมมะของประชาชน และพยายามให้ประชาธรรมด้วยสันติวิธี

ถ้าคนไทยเป็นจำนวนมากพอ เลือกทางที่สอง ก็ต้องแสดงตัวให้ปรากฏ มิฉะนั้นแล้วสังคมไทยจะไปสู่ทางที่ลื่นกว่า ง่ายกว่า คือทางเลือกที่หนึ่ง

ปัจฉิมลิขิต

ผมเขียนบทความนี้เมื่อมิถุนายน ๒๕๒๐ และตีพิมพ์เมื่อต้นกันยายน ๒๕๒๐ มีข้อที่ควรแก้ไขเพิ่มเติมในข้อเท็จจริงคือ

๑. ค่าจ้างขั้นต่ำในหน้า ๓ นั้น คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อกรกฎาคมให้เป็น ๒๘ บาท แต่เป็นเรื่องของความ “น้อยไปและช้าเกินไป” การละเมิดกฎหมายแรงงานโดยนายจ้างยังคงมีอยู่ตามเดิม

๒. ในหน้าผู้ต้องหาจาก ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เมื่อต้นเดือนกันยายนเหลือเพียง ๑๘ คน ที่ตกเป็นจำเลยในศาลทหารมีหลายคนถูกขังฟรี ทรมานฟรีมาร่วม ๑๐ เดือนกว่า แม้แต่อัยการศาลทหาร ก็ยังต้องปล่อย เพราะไม่มีหลักฐาน

นอกจากนี้ อัยการศาลทหารยังมีรายชื่อของผู้ที่ “หลบหนีไป จับตัวไม่ได้” อีกหลายคน ซึ่งขู่ว่าจะนำขึ้นศาลเมื่อจับตัวได้  ในจำนวนนี้มีผู้ที่ถูกฆ่าตายไปแล้วบ้าง เช่น นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ นายก อมธ.[3] และมีผู้ที่ออกจากประเทศไทยไปตั้งแต่ต้นปี ๒๕๑๙ (คือไม่เกี่ยวข้องกับ ๖ ตุลาคม) อีกหลายคน เช่น นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล  นายสมาน เลือดวงหัด  นายเหวง โตจิราการ  นายเทิดภูมิ ใจดี เป็นต้น  ทั้งนี้แสดงว่าสำนวนการฟ้องก็ดี การขู่ว่าจะฟ้องก็ดี เปะปะเต็มที

๓. ในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคมปีนี้ ยังมีเรื่องแทรกเข้ามาอีกคือ เหตุการณ์ทางพรมแดนเขมร ซึ่งทำให้รัฐบาลในกรุงเทพฯ ต้องสู้ศึกอีกด้านหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายใดจะถูกฝ่ายใดจะผิด รัฐบาลในกรุงเทพฯ หลังจาก 6 ตุลาคมเป็นต้นมา ได้แสดงตนเป็นอริอย่างเปิดเผยต่อ ลาว เขมร และเวียดนาม ซึ่งเป็นการกลับนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลคึกฤทธิ์ และรัฐบาลเสนีย์โดยสิ้นเชิง เป็นการทำให้ไทย อ่อนแอลงไปอีก

[1] “Power corrupts: absolute power corrupts absolutely”  Lord Action – ป๋วย.

[2] ดูปัจฉิมลิขิต ท้ายบทความนี้

[3] เป็นข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนไป