ปิ่น กลัมพะวนิช

 

 นายปิ่น กลัมพะวนิช นักเลงผู้ซื่อสัตย์

นายปิ่น กลัมพะวนิช พนักงานเก่าของธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแก่กรรมเสียแล้วเมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๖ ทำไมผมจึงเรียกนายปิ่นว่านักเลงและทำไมจึงเรียกว่าผู้ซื่อสัตย์ จะอธิบายต่อไปในบทความนี้

ผมแรกพบนายปิ่นราว พ.ศ. ๒๔๙๓ หรือ ๒๔๙๔ ครั้งนั้นนายปิ่นเป็นพนักงานขับรถของโรงงานยาสูบ ผมรับราชการที่กระทรวงการคลัง ท่านปลัดกระทรวงการคลัง คุณหลวงเสถียรโชติสารสงสารผม เพราะท่านใช้ให้ผมไปไหนมาไหนเกี่ยวกับราชการอยู่ตลอดเวลาและไม่มีรถใช้ จึงยืมรถโรงงานยาสูบมาให้ใช้ประจำตัว ๑ คัน คนขับคนแรกหนุ่มกว่านายปิ่น อยู่ต่อมาไม่ช้าคนขับคนแรกกับนายปิ่นตกลงกันอย่างไรไม่ทราบแน่ ขอสับเปลี่ยนหน้าที่กัน ผมดูรูปร่างหน้าตานายปิ่นขณะนั้นแล้วไม่ใคร่แน่ใจ ตาแกเข เหมือนตานักเลง เสื้อผ้าไม่โก้ พูดจาเสียงดัง เมียผมก็ไม่แน่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายปิ่นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำ แต่ก็ตกลงให้แกขับรถให้เรา แต่ตั้งแต่นั้นมานายปิ่นก็ขับรถให้ผมและครอบครัว ระหว่างที่เราอยู่กรุงเทพฯ ตลอดมาจนนายปิ่นครบเกษียณอายุ แล้วก็ยังมาช่วยขับรถให้ในวันเสาร์อาทิตย์จนป่วยจึงเลิกขับ รวมทั้งสิ้นรู้จักคุ้นเคยกันมาเป็นเวลากว่า ๑๕ ปี ตั้งแต่ลูกผมคนเล็กยังไม่เกิดจนโตเป็นหนุ่ม เข้านอกออกในในบ้านผมเหมือนญาติสนิท เมื่อผมเป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปี ๒๔๙๖ ผมก็ขอให้ลาออกจากโรงงานยาสูบ แล้วให้บรรจุเข้าเป็นพนักงานขับรถที่ธนาคารชาติ และได้อยู่ตลอดมา จนเกษียณอายุระหว่างผมเป็นผู้ว่าการ

นายปิ่นเป็นนักเลง เชี่ยวชาญทางอบายมุข ๓ คือ นารี พาชี กีฬาบัตร อบายมุขที่ ๑ คือ สุรา นายปิ่นขาดวุฒิ คือไม่กินเหล้าเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นที่ถูกใจของเมียผม แต่เมียผมไม่รู้ถึงอบายมุข ๓ ของนายปิ่นจนกระทั่งแกขับรถมาได้แล้วหลายปี ผมค่อยรู้จักวุฒิของนายปิ่นในด้านนี้ในไม่ช้า

เมื่อก่อนมาขับรถให้ผม นายปิ่นเป็นเจ้ามือโต๊ดเถื่อนที่สนามม้าทั้ง ๒ สนาม พอมาขับรถให้ผม ผมใช้งานแกวันเสาร์วันอาทิตย์ด้วย แกก็ไม่ลังเลเลิกทางสนามม้าเด็ดขาด คงจะขาดรายได้ไปมากผมก็นึกนิยมแกในข้อนี้

แต่ก่อนนี้ไม่ว่าผมจะทำงานอยู่ที่กระทรวงหรือไปประชุมในทำเนียบรัฐบาล หรือที่กระทรวงทบวงกรมอื่น สังเกตดูพอรถจอด พนักงานขับรถอื่นมักจะมุงนายปิ่น แรกทีเดียว นึกว่าเป็นเพราะนายปิ่นคุยสนุก และแกก็คุยสนุกจริง ๆ แต่ต่อมาจึงเข้าใจถูกต้องว่าเป็นเพราะนายปิ่นเป็นเจ้ามือโปถั่วและไพ่ต่าง ๆ พอนายทำงานคนรถก็มั่วสุมกัน แต่ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยออกกฎห้ามมิให้พนักงานเล่นการพนัน นายปิ่นก็เลิกเด็ดขาด ใจแกแข็งพอดู บางทีเห็นแกเดินหรือยืนดูที่คนอื่นเขาจับกลุ่มกัน แต่ไม่ปรากฏว่าแกเข้าร่วมวงด้วย

คุณวุฒิ นารี นายปิ่นมีมาตั้งแต่ก่อนรู้จักผมและติดตัวไปจนตาย นัยว่าเมื่อหนุ่ม ๆ เคยเร่ร่อน พเนจร ทำงานหลายอย่างรวมทั้งเป็นกรรมกรสร้างทางและเป็นทหารระหว่างสงครามด้วย ฉะนั้นไม่น่าประหลาดใจที่แกจะหาคู่ได้เรื่อย ๆ พวกผู้ชายเราดูผู้ชายกันเองบางทีอาจจะมองไม่ถึงว่าคนอย่างนายปิ่น แกมีดีอย่างไรหนอจึงมีเสน่ห์ผู้หญิงชอบเสมอ ตาก็เข แต่งตัวก็ไม่เข้าท่า แต่ผู้หญิงเขาอาจจะตาสูงกว่าผู้ชายเราก็เป็นได้ เฉพาะอย่างยิ่งนายปิ่นเป็นคนช่างพูด เจอะใครเข้าก็เข้าไปสนทนาพาทีด้วย ไม่เคยเห็นแกเก้อเขิน จำได้ว่าครั้งหนึ่งเราไปเที่ยวบางแสน ไปวันศุกร์กลับวันจันทร์ นายปิ่นไปเช่าห้องค้างคืนที่ในจังหวัดชลบุรี พอกลับกรุงเทพฯ นายปิ่นมากระซิบบอกผมว่า “นายครับ แม่นั่นแกตามผมมากรุงเทพเสียแล้ว” ผมยังไม่รู้ว่าแม่นั่นเป็นใครอยู่ที่ไหน ซักไซ้ไล่เรียงจึงทราบว่าเป็นสาวชาวตลาดชลบุรี คุยกันคืน ๒ คืนก็พอที่จะตามหนุ่มวัย ๕๐ มากรุงเทพฯ

คุณวุฒินี้ทีแรกก็ทำความกระอักกระอ่วนแก่ผมและเมียบ้าง เพราะเห็นแกมีลูกมากและเมียมากจะเดือดร้อน แต่ต่อมาเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของนายปิ่นก็ไม่ควรก้าวก่ายล่วงเกินแก จึงจะกดใจเสียไม่เอ่ยถึง ภรรยานายปิ่นผมรู้จักดีอยู่ ๒ คนซึ่งนายปิ่นซื่อสัตย์ต่อเสมอ “ตามทำนองและวิธีการของแก” (in his fashion) คนหนึ่งเป็นคนดั้งเดิมแก่เฒ่ามาด้วยกัน และก็รักใคร่กันมานมนาน อีกคนหนึ่งมีลูกมาก (ดูเหมือนร่วม ๑๐ คน) และได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก

นายปิ่นเป็นนักเลงแบบที่ต้องพึ่งตัวของตัวเสมอ และคอยพิทักษ์รักษาคุ้มครองนายที่นั่งรถของแก มักจะดูคนออก มักจะมาแนะนำว่านายครับคนนี้ไว้ใจได้ นายครับคนนั้นอย่าเชื่อมัน ถ้าเผอิญทางราชการให้ผมใช้รถชนิดที่โอ่โถง นายปิ่นมักจะดีใจ ป้อไปป้อมา รู้สึกว่าเกียรติยศของแกสูงขึ้นมาก แต่ต่อมาเมียผมกับผมตกลงใจว่าเราไม่ควรใช้รถที่มันวิเศษนัก หันมาใช้รถเล็กลง นายปิ่นไม่ใคร่สบายใจ แต่ก็ทนได้และผลสุดท้ายก็ยอมรับชะตาของแกที่จะไม่ได้ขับรถหรูหรา ครั้งหนึ่งผมนั่งรถนายปิ่นขับมาถึงสี่แยกบางขุนพรหม จะเป็นเพราะรีบหรืออย่างไรไม่แน่ นายปิ่นแซงรถถลาเกือบชนรถที่วิ่งผ่านมาจากเทเวศร์ เหยียบห้ามล้อจนรถของเราถลาไป เคราะห์ดีไม่ชนกัน ผมเห็นว่าฝ่ายเราผิดก็ลงจากรถไปขอโทษเจ้าของรถอีกคันหนึ่ง นายปิ่นมากระซิบว่านายครับอย่าเพิ่งไปรับผิดมันซีดูมันก่อนเดี๋ยวมันได้ใจ ผมก็นิ่งเสีย ไม่ได้ตอบแก ภายหลังนายปิ่นมาสารภาพว่า “ผมผิดจริง นายไปรับผิดถูกแล้ว” นี่แหละนิสัยนักเลงจริง

เมื่อเริ่มขับรถให้เรา นายปิ่นมักจะขับอย่างใจร้อน ยิ่งรถใหญ่ยิ่งเร็ว พอวันเสาร์ขับให้เมียผมนั่ง เมียผมก็จะบอกให้ผมบอกแกให้ช้าลง ต่อมาแกลืมตัวอีกขับตามนิสัยเดิมของแก ทีนี้เมียผมพูดภาษาอังกฤษกับผมอีก แต่ผมยังไม่ทันแปลให้แกช้าลง แกก็เบารถ ตั้งแต่นั้นมานายปิ่นรู้จักภาษาอังกฤษคำหนึ่งคือ ช้า ๆ และก็ขับช้าตลอดมา จนเป็นที่เลื่องลือกันในธนาคารว่า ขบวนขับรถช้าด้วยกันแล้ว นายปิ่นเป็นหนึ่ง

นายปิ่นเป็นนักเลงแบบเก่า คือไปไหนต้องพกเงินไปมาก ๆ ครั้งหนึ่งไปเชียงใหม่ด้วยกัน ผมเผอิญเอาเงินสดไปน้อย ถามนายปิ่นว่ามีเงินให้ยืมบ้างไหม นายปิ่นถามว่านายจะต้องการกี่พัน ผมแท้จริงต้องการสัก ๒ ร้อยบาท สัพยอกถามแกว่านายปิ่นให้ยืมได้กี่พันเล่า แกตอบว่าสัก ๖–๗ พันก็ได้ แต่คงไม่ถึงหมื่น

ระหว่างผมเป็นผู้ว่าการ นายปิ่นฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของธนาคารอยู่ ๒ ข้อ ข้อหนึ่งคือเรื่องให้เพื่อนพนักงานยืมหรือกู้เงิน ข้อนี้ผมเคยออกปากว่ากล่าวแกว่าธนาคารมีนโยบายไม่ให้พนักงานมีหนี้สิน จึงห้ามเรื่องการกู้ยืมกันเองหรือกับคนภายนอก นายปิ่นอธิบายว่า “พุทโธ่ นายครับ ก็มันเพื่อน ๆ กันแท้ ๆ มันเดือดร้อนมา ผมจะใจไม้ไส้ระกำได้อย่างไร ผมไม่ให้มันยืม มันก็ไปยืมคนอื่นเสียดอกมากกว่าที่จะเสียให้ผมอีก” ผมไม่เห็นด้วยกับแก แต่ก็เข้าใจดีว่าแกมีแก่ใจต้องการช่วยเหลือเพื่อนฝูง เรื่องนี้เราหย่าทัพกันไปเอง เลิกเอ่ยถึงจนทุกวันนี้

อีกข้อหนึ่งคือระเบียบเครื่องแต่งกายของคนขับรถ กำหนดว่าต้องกลัดกระดุมแขนเสื้อให้เรียบร้อย เสื้อแขนยาวจะถลกขึ้นไม่ได้ ผมเองไม่สู้สนใจกับข้อบังคับหยุมหยิมชนิดนี้ และมิหนำซ้ำผมไม่ชอบใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวในกรุงเทพฯ ถ้าเผอิญสวมตัวแขนยาวมาก็มักจะถลกขึ้น วันหนึ่งนายปิ่นขับรถให้ผู้ว่าการจะเข้าวังบางขุนพรหม แกขอหยุดสวมกระดุมแขนเสื้อ ผมถามแกว่าทำไม แกบอกว่าปากนกปากกามันค่อนว่าคนขับรถผู้ว่าการได้ใจไม่ทำตามระเบียบ ผมรู้สึกขันแต่นิ่งเสียไม่ปริปาก แต่ต่อมาภายหลังสังเกตดูว่านายปิ่นก็ทนระเบียบจู้จี้นั้นไม่ได้ แกไม่ถลกแขนเสื้อแต่ปล่อยให้มันร่องแรงไว้ไม่กลัดกระดุม มองดูไกล ๆ ไม่ทราบแน่ว่าได้กลัดกระดุมหรือเปล่า

ความเอาใจใส่ต่อการงาน การรักษาดูแลรถ ความเที่ยงตรงต่อเวลา เป็นคุณสมบัติของนายปิ่นที่ครอบครัวผมนับถืออยู่เสมอ ความซื่อสัตย์สุจริต ความห่วงใยคอยปกป้องภยันตรายต่าง ๆ นานา ยังซาบซึ้งใจเราอยู่ทุกวันนี้ นายปิ่นเป็นห่วงใยกังวลเรื่องลูกของแกเสมอบางทีมาปรับทุกข์ให้ฟัง ผมก็บอกแกว่านายปิ่นนั่นแหละมีความผิด มีเมียมากมีลูกมาก จึงไม่สามารถดูแลเลี้ยงลูกใกล้ชิด นึกว่าแกจะเถียงผม เพราะแกเถียงได้เสมอ แต่แกกลับสารภาพว่าจริงของนาย ผมมันสายไปเสียแล้ว ฉะนั้นนับว่านักเลงคนนี้ไม่คดโกง ซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ และรักลูกรักเมียของเขาตามประสาที่เขาจะรู้จักว่าจะรักอย่างไร

ผมเอาเรื่องนายปิ่นทั้งดีทั้งชั่วมาเล่าสู่กันฟัง ด้วยเห็นว่านายปิ่นมีความดีมากกว่าความเลว มนุษย์เรามีความเลวติดตัวด้วยกันทุกคน แต่เมื่อมีความดีเป็นหลักและมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ก็หักล้างกันกับความเลวได้ให้สูญไป และคนที่เป็นเพื่อนฝูงสนิทชิดชอบกัน ถ้ารู้นิสัยชั่วซึ่งกันและกันแล้วยังมีความรักผูกพันซึ่งกันและกัน นั่นแหละ ผูกพันนั้นสนิทเสียยิ่งกว่าที่จะหลับตาไม่ดูด้านเลว หันมาใช้อคติดูแต่ทางที่ดีเท่านั้น

ด้วยความรู้สึกดั่งได้พรรณนามาข้างต้น ผมกับเมียและลูกทั้ง ๓ คนขอฝากความรักความอาลัยในนายปิ่น กลัมพะวนิช มาในบทความนี้ และขอเชิญเพื่อนร่วมงานในธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมใจกันแผ่เมตตาระลึกถึงความดีของนายปิ่นเพื่อสุคติของ นายปิ่น กลัมพะวนิช ของเรา

 

พิมพ์ครั้งแรกใน ธปท. ปริทรรศน์ (๔ มกราคม ๒๕๑๗)