พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส

 

ปูเลา

ทุกวันนี้เพื่อน ๆ ของผมกับผมก็ยังกล่าวถึง พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส โดยใช้นามฉายาของท่านในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือ “ปูเลา”

   ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผมเป็นผู้หนึ่งในเสรีไทยรุ่นแรก ๆ จากอังกฤษ ซึ่งพยายามเข้ามาติดต่อกับเสรีไทยในประเทศไทย เป็นผู้หนึ่งซึ่งถูกตำรวจของคุณหลวงอดุลฯ จับและเป็นผู้หนึ่งซึ่งได้รับความคุ้มครองจากตำรวจของคุณหลวงอดุลฯ และจากคุณหลวงเองเป็นอย่างดี นับว่าเป็นหนี้บุญคุณท่านอย่างใหญ่หลวง ทั้งในด้านชีวิตกับสวัสดิภาพของตนเอง และในด้านการปฏิบัติงานเสรีไทย

   เมื่อผมโดดร่มมาที่ชัยนาท ในเดือนมีนาคม ๒๔๘๗ แล้วถูกจับกุมตัวมาถึงกองตำรวจสันติบาลนั้น คุณหลวงอดุลฯ ทราบเรื่องเสรีไทยอยู่บ้าง แต่ท่านยังมิได้ปักใจเด็ดขาดว่า จะเข้าร่วมเป็นเสรีไทยด้วยเต็มที่ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และท่านผู้ใหญ่อื่น ๆ ในขบวนการเสรีไทยได้ทาบทามท่านอยู่เสมอ โดยทราบดีว่าแม้คุณหลวงจะไม่สมัครใจร่วมเป็นเสรีไทยด้วยก็ตาม คุณหลวงย่อมเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศเป็นใหญ่ คงจะไม่มีการทรยศหักหลังขายเพื่อนในด้านทำลายขบวนการเสรีไทย ขณะนั้นแตกต่างกับเหตุการณ์ภายหลังอยู่ก็เพียงแต่ว่า ขบวนการเสรีไทยไม่ได้รับประโยชน์จากกำลังตำรวจ เข้าร่วมด้วยเท่านั้น

วันที่ผมถูกคุมตัวเข้ากองตำรวจสันติบาล เมื่อมีนาคม ๒๔๘๗ นั้นคุณหลวงสัมฤทธิสุขุมวาท รองบังคับการตำรวจสันติบาล เรียกตัวผมเข้าพบทันที โดยเข้าไปในห้องของท่านพูดจากันสองต่อสอง คุณหลวงสัมฤทธิฯ ท่านบอกผมว่าอธิบดีตำรวจคือคุณหลวงอดุลฯ สั่งท่านให้ดูแลพวกผมให้ดี อย่าให้มีความเดือนร้อนใด ๆ แต่ต้องพยายามกระทำเป็นความลับ ภายนอกให้ถือเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ คำสั่งอีกข้อหนึ่งคือ สั่งให้ผมเขียนรายงานต่อตัวจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี คุณหลวงอดุลฯ สั่งว่าจะเขียนอย่างไรก็ตามเถิด เขียนให้เข้าเรื่องความรักชาติให้มาก ๆ และอย่าลืมยกย่องสรรเสริญจอมพลท่านให้มากที่สุดที่จะทำได้ ถ้าเขียนได้เช่นนั้น คุณหลวงอดุลฯ รับรองจะจัดการเรื่องอื่น ๆ เอง

และก็เป็นจริงตามคำรับรองของท่าน รายงานที่ผมเขียนนั้น ภายหลังทราบว่าคุณหลวงอดุลฯ ท่านนำไปมอบจอมพล ป. นายก-รัฐมนตรี และได้รับอนุมัติจากจอมพลนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องนักโทษเสรีไทยทั้งหลายตั้งแต่นั้นต่อไป อยู่ในความรับผิดชอบเด็ดขาดของคุณหลวงอดุลฯ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็นห่วง และใคร ๆ คนอื่นรวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ต้องเข้ามาข้องเกี่ยว

การติดต่อกับคุณหลวงอดุลฯ ในชั้นต้น ๆ นั้น ท่านไม่ให้พวกเรากระทำโดยตรง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องผ่าน ร.ต.อ.โพยม จันทรัคคะ สารวัตรแผนกหนึ่งกองหนึ่งในสันติบาล ซึ่งท่านทราบว่าชอบพอกับผมเป็นส่วนตัว เพราะอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกฝรั่งเศสมาด้วยกัน ท่านมีคำถามมาเสมอเกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์สงคราม เรื่องต่าง ๆ ทางด้านอังกฤษ อเมริกา และพันธมิตร การรบด้านเยอรมัน เป็นต้น พวกเราสังเกตได้ว่าท่านถามเรา เพื่อจะนำคำตอบไปพิจารณาชั่งใจของท่าน ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่น ๆ ที่ท่านได้มาจากทางอื่น แต่วันแล้ววันเล่าท่านก็ไม่ให้พบ สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ท่านก็ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเข้าข้างเสรีไทยเต็มที่ เดือนแล้วเดือนเล่าท่านก็ยังไม่อนุญาตให้เราใช้เครื่องวิทยุติดต่อกับฐานทัพพันธมิตรที่อินเดีย มีแต่แสดงความเมตตาปรานีแก่พวกเราเป็นส่วนตัว โดยให้ออกมาพักที่เรือนแถวที่เป็นบ้านพักนายสิบและให้เบี้ยเลี้ยงรายวันแก่พวกเรา เข้าใจว่าเป็นอัตราขนาดนายสิบ และต่อมาก็เพิ่มวงเงินเบี้ยเลี้ยงให้เรื่อย ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านคุณโพยมทั้งนั้น

พวกผมรวมทั้งคุณโพยมใจร้อนว่าคุณหลวงอดุลฯ ระหว่างที่เรารอการตัดสินใจของท่านนั้น พวกเราได้ล่วงละเมิดแอบทำการบางอย่างด้วยความช่วยเหลือรับผิดชอบของคุณโพยม กล่าวคือแอบไปพบอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์และหัวหน้าเสรีไทย แอบไปส่งวิทยุพยายามติดต่อกับฐานทัพอังกฤษที่อินเดียจนสำเร็จ แอบไปรับเอาพลร่มมาลงที่หัวหินหนึ่งรุ่น เป็นต้น ทั้งนี้เป็นการทำลับหลังคุณหลวงอดุลฯ ทั้งนั้น ผมเลยถือโอกาสนี้ กราบขออภัยโทษท่านที่ได้ละเมิดกระทำการไปและหวังว่าท่านคงจะประทานอภัย เพราะพวกเราหนุ่มกว่าท่าน ใจร้อนกว่าท่าน แต่กระทำไปเพื่อบ้านเมืองเหมือนเจตนาของท่าน

ต่อมาหลายเดือนนับแต่วันที่ผมถูกจับมาอยู่สันติบาล คุณหลวงอดุลฯ จึงได้สั่งให้คุณโพยมพาผมไปพบท่าน การเดินทางไปพบท่านนั้น กระทำตามตำรับพิชัยสงครามทุกประการคือ ไปเวลาค่ำ คุณโพยมขับรถพาผมไปแล้วเมื่อถึงแห่งหนึ่งก็เปลี่ยนรถ ขับไปอีกในรถคันใหม่แล้วจึงไปพบท่านยังที่นัดหมาย ไม่ใช่ที่บ้านท่าน ไม่ใช่ที่วังปารุสก์ หรือกรมตำรวจ แต่กลางถนนที่ใดที่หนึ่ง เช่นที่ลานพระ-บรมรูปทรงม้า หรือที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือที่อื่น ๆ การสนทนากับท่านนั้น ท่านใช้ให้เดินพูดกับท่านเป็นส่วนใหญ่ และอยู่ในที่สาธารณะ หรือมิฉะนั้นก็นั่งพูดไปกับท่านที่ในรถ ซึ่งนอกจากท่านกับผมแล้ว ก็มีคนขับรถคู่ใจของท่านเท่านั้น ในรถมีปืนกลเบาพร้อมอยู่เสมอ คุณหลวงอดุลฯ ท่านซักถามผมทั้งข้อเท็จจริงต่าง ๆ และให้เสนอความเห็นด้วย ในขั้นแรก ๆ ท่านมีวิธีถามดูว่าผมจะพูดความจริงกับท่านเพียงใด และต่อมาเมื่อเห็นว่าผมซื่อกับท่านจริง จึงได้ไต่ถามลึกซึ้งลงไปถึงเรื่องต่าง ๆ ตลอดจนเรื่องเกี่ยวกับบุคคลที่อยู่ภายนอกประเทศ เช่น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เป็นต้น พูดกันไปครั้งหนึ่ง ๆ ก็หลายชั่วโมง กว่าจะเสร็จเรื่องที่ท่านเตรียมมาถาม ก็ล่วงเลยสองยามไปมาก พอจบเรื่องท่านก็พานั่งรถไปส่งคุณโพยมที่คอยอยู่ยังที่นัดหมาย ผมก็ย้ายรถจากรถท่านไปรถคุณโพยม แล้วคุณโพยมพากลับบ้านพักในกองตำรวจสันติบาล บางครั้งกว่าจะถึงบ้านพักก็ล่วงเข้าไปตี ๒ หรือตี ๓

ต่อมาในราวต้นปี ๒๔๘๘ (หรือจะเป็นปลายปี ๒๔๘๗ ผมจำไม่ได้แน่) คุณหลวงอดุลฯ ท่านจึงตัดสินใจเด็ดขาดเข้าร่วมในขบวนการเสรีไทยอย่างแน่วแน่ ท่านเป็นผู้พาผมไปเข้าประชุมกับอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ คุณดิเรก ชัยนาม คุณทวี บุณยเกตุ และผู้ใหญ่อื่นอีก ๒–๓ ท่าน ท่านบอกผมว่าท่านแน่ใจแล้ว ปรากฏในตอนนี้ว่าทำไมก่อนนี้ท่านจึงไม่แน่ใจ ท่านบอกว่าข้อไม่แน่ใจมีอยู่ ๒ ประการคือ (๑) ไม่แน่ว่าเสรีไทยในประเทศนั้นจะทำกันจริงจังเพียงใด (๒) ไม่แน่ว่าบุคคลสำคัญที่เป็นเสรีไทยนอกประเทศนั้นจะมีเจตนาอันแท้จริงอย่างใด เช่น ม.จ.ศุภสวัสดิ์ฯ ปรารถนาทางด้านการเมืองอย่างใด เมื่อทราบเจตนาบริสุทธิ์ว่าขอกู้ชาติอย่างเดียว ขอรักษาความสามัคคีในชาติไทย อย่างอื่นไม่คิด ก็หมดสงสัย

เมื่อคุณหลวงอดุลฯ ตัดสินใจเด็ดขาด ขบวนเสรีไทยก็ได้กำลังเพิ่มเติมเป็นอันมาก คือกำลังตำรวจทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่นั้นต่อมา การรับพลร่มทั้งไทยและฝรั่ง ทั้งอังกฤษและอเมริกาก็มีตำรวจคุ้มกันอารักขาเป็นที่เรียบร้อย การดำเนินการก็ง่ายขึ้น และคุณหลวงอดุลฯ นั้น เมื่อตกลงใจเด็ดขาดเข้าร่วมแล้ว ท่านมิได้เข้ามาแต่เฉพาะตัวท่านหรือตำรวจของท่าน ลูกเต้าของท่านก็เข้าร่วมด้วย บางคนถูกส่งไปฝึกงานที่อินเดีย และลังกา ทำนองเดียวกับพวกเสรีไทยทั้งด้านทหาร ด้านธรรมศาสตร์ ด้านกระทรวงการต่างประเทศ ด้านมหาดไทย ด้านตำรวจ เป็นชุด ๆ ไป

ผมเองได้รับความคุ้มครองจากท่านตลอดมาจนสิ้นสงคราม เมื่ออาจารย์ปรีดี พนมยงค์จะส่งผมออกไปอินเดีย และอังกฤษ เมื่อเจรจาราชการบางประการในราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ๒๔๘๘ คุณหลวงก็เป็นผู้อนุมัติและท่านอนุมัติโดยท่านตระเตรียมเรื่องต่าง ๆ ไว้ให้ผมออกไปได้ โดยไม่มีพิรุธและผิดสังเกต เมื่อผมกลับมาจากอังกฤษและอินเดีย ท่านก็จัดให้ไปอยู่ที่ท่าวาสุกรีในเวลากลางวัน ในเวลากลางคืนให้อยู่บ้านพัก ซึ่งกรมตำรวจเช่าไว้ใช้ราชการที่ตำบลซังฮี้ เวลาดึก ๆ ท่านยังเรียกไปพบแบบแต่ก่อน แต่คราวนี้ท่านให้ความสนิทสนมมากขึ้น จำได้ว่าคืนหนึ่งท่านพาผมกับเพื่อน ๆ ไปตรวจโรงสูบฝิ่น ท่านบอกว่าเป็นการอบรมให้รู้จักสภาพเมืองไทย และท่านพาไปรับประทานอาหารยามดึกเสมอแถวเยาวราชและราชวงศ์ก่อนปล่อยตัวกลับที่พัก โดยยังคงใช้คุณโพยมเป็นยานพาหนะอยู่เช่นเดิม

หลังสงคราม เมื่อท่านพ้นราชการแล้ว ผมก็ได้ไปเยี่ยมท่านบ้างที่วังปารุสกวันแต่ไม่บ่อยนัก เมื่อผมได้รับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติ ไปเยี่ยมท่าน ท่านก็ว่าดีแล้ว คุณเป็นคนรักชาติคุณคงจะไม่โกงอย่างคนอื่นเขา

พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส เป็นผู้ที่ได้ดำรงตำแหน่งราชการสำคัญในระยะหนึ่ง ท่านผู้ใดดำรงตำแหน่งราชการสำคัญมีอำนาจมาก มีความรับผิดชอบมากนั้น ย่อมจะมีผู้วิจารณ์ผลงานของท่านผู้นั้นต่าง ๆ กันไป ข้อตำหนิก็คงจะมี การจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผม และเท่าที่ผมรู้รักสนิทสนมกับท่านเวลาหนึ่ง พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส เป็นผู้ที่มีสมรรถภาพสูง ทำงานเข้มแข็ง เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ คำนึงแต่ประโยชน์ของชาติไทย ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตัวและมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญอย่างลึกซึ้ง ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน

   เฉพาะตัวของผม ท่านได้มีเมตตากรุณาและมีพระคุณแก่ผมเป็นอันมาก จึงขอเทิดทูนเกียรติคุณของท่านไว้ด้วยความอาลัยรัก

 

๒๓ มีนาคม ๒๕๑๓

 

พิมพ์ครั้งแรกใน อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๓