ดิเรก ชัยนาม

  สำคัญที่เกียรติ

ผมได้มีความสนิทสนมเป็นพิเศษกับอาจารย์ดิเรก ชัยนาม ๓ ระยะ ระยะแรกระหว่างสงครามญี่ปุ่น เมื่ออาจารย์ดิเรกเป็นเสรีไทยชั้นอาวุโสและได้เดินทางไปเจรจาทางลับกับกองบัญชาการสัมพันธมิตร ที่กรุงแคนดี ระยะที่ ๒ เมื่ออาจารย์ดิเรกเป็นเอกอัครราชทูตไทย (คนแรก) ณ กรุงลอนดอน หลังสงคราม ขณะนั้น ผมเป็นนักศึกษาอยู่ที่อังกฤษ และระยะที่ ๓ เมื่ออาจารย์ดิเรกเป็นคณบดีรัฐศาสตร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ท่านได้เรียกผมให้ร่วมเป็นกรรมการประจำคณะ นอกจาก ๓ ระยะนี้ ความสัมพันธ์ก็คงมีอยู่ตลอดเวลา แต่มิได้มีความสนิทสนมเป็นพิเศษ เพราะมักจะอยู่ห่างไกลกันและมีการดำรงชีวิตและอาชีพไปคนละทาง

เรื่องที่จับใจมากที่สุดเกี่ยวกับอาจารย์ดิเรกคือ เมื่อท่านจะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ขณะนั้นเป็นปลายปี ๒๔๙๐ เกิดรัฐประหารและมีการเปลี่ยนรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ในฐานะเอกอัครราชทูตซึ่งเป็นตำแหน่งราชการประจำ อาจารย์ดิเรกไม่จำเป็นที่จะต้องลาออก แต่ข้อคิดที่จะลาออกนั้นเกิดขึ้นทันที เพราะเหตุใด

ผมพอจะทราบเหตุผลเหล่านี้บ้าง เพราะขณะนั้นผมได้ไปที่สถานทูตบ่อย อาจารย์ดิเรกกับคุณปุ๋ย[1]ท่านเมตตาเรียกไปรับประทานอาหารด้วยเสมอ และคุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ ในเวลานั้น เผอิญคุณบุณย์ เจริญไชย ก็เดินทางไปแวะที่ลอนดอนด้วย จะเป็นจากกรุงเทพฯไปสวิตเซอร์แลนด์ หรือจากสวิตเซอร์แลนด์จะกลับประเทศไทย ผมจำไม่ได้ จำได้แค่ว่าอาจารย์ดิเรกปรารภกับเราทั้ง ๒ ถึงข้อดำริว่าจะลาออก

การที่รัฐบาลส่งอาจารย์ดิเรกไปเป็นเอกอัครราชทูตที่ลอนดอนนั้นก็เนื่องด้วยเมื่อเลิกสงครามใหม่ ๆ ประเทศไทยมีปัญหาสำคัญ ๆ กับสหราชอาณาจักรอยู่มาก ทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากสัญญาสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว และเนื่องจากอาจารย์ดิเรกได้เป็นเสรีไทยชั้นอาวุโส ได้คบค้ากับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของอังกฤษอยู่มาก ความเห็นอกเห็นใจกันย่อมมีอยู่ เป็นประโยชน์แก่ราชการด้านของไทยยิ่งนัก ฉะนั้น แม้ว่าอาจารย์ดิเรกจะได้เคยดำรงตำแหน่งการเมืองมาแล้ว และการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตที่มีเหตุการเมืองแทรกแซงก็มีอยู่เนือง ๆ ก็ตาม เหตุผลข้อใหญ่ในการเลือกอาจารย์ดิเรกไปเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ย่อมเป็นประจักษ์ว่ามิใช่เพื่อในด้านการเมืองภายในประเทศ และมิใช่เป็นบำเหน็จรางวัลส่วนบุคคลแก่ผู้ที่ได้ร่วมงานการเมืองกับบุคคลผู้มีอำนาจในรัฐบาล แต่เป็นการเลือกแต่งตั้งในฐานที่เป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำประโยชน์แก่ราชการในขณะนั้น

ถ้าพูดถึงเหตุผลส่วนตัวในด้านที่ไม่ควรจะลาออก ก็มีอยู่มากข้อด้วยกัน ข้อแรก อาจารย์ดิเรกเพิ่งรับตำแหน่งนี้ไม่นานนัก กำลังเริ่มจะเห็นผลของการงานที่ปฏิบัติ และกำลังรู้สึกสนุก เมื่อลาออกก็เป็นการเสียสละในด้านจิตใจส่วนตัว อนึ่ง การลาออกในครั้งนั้น อาจจะถูกเพ่งเล็งไปในทางมิชอบ มิควร จากรัฐบาลใหม่ เพราะมีผู้ระแวงเสมอว่าการลาออกนั้นเท่ากับเป็นการประท้วงการกระทำของคณะรัฐประหาร และเป็นการสนับสนุนคณะธำรง–ปรีดี ซึ่งเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลใหม่ เมื่อลาออกก็เป็นการเสียสละในด้านความปลอดภัยส่วนตัวด้วย การเสียสละอีกข้อหนึ่งซึ่งอาจารย์ดิเรกไม่ได้ปรารภกับผม แต่ผมก็เห็นชัดแจ้งอยู่ คือการเสียสละในด้านบุตรและทรัพย์สิน อาจารย์ดิเรกไม่ใช่ผู้ร่ำรวย ไม่มีสมบัติทรัพย์สินล้นเหลือที่จะทำอะไรได้โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง เมื่อท่านไปอังกฤษนั้นท่านพาบุตรที่อยู่ในวัยศึกษาไปด้วย ๓ คน เป็นโอกาสที่จะได้สนับสนุนให้บุตรของท่านได้เริ่มเล่าเรียนดี ๆ โดยไม่ต้องชักเนื้อมากนัก เมื่อลาออก จะทำอย่างไรกับบุตรทั้ง ๓ นั้น และท่านกลับมากรุงเทพฯแล้ว ท่านจะทำอะไรให้รายได้พอที่จะสนับสนุนการศึกษาของบุตรท่านต่อไป ข้อนี้ย่อมเป็นที่หนักใจมาก ถึงแม้ว่าอาจารย์ดิเรกจะไม่นำมาคำนึงเป็นข้อสำคัญ ตามวิสัยของผู้ที่คิดชอบและมุ่งแต่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่

เหตุผลสำคัญที่อาจารย์ดิเรกยกขึ้นคัดค้านเหตุผลอื่นๆ ดังกล่าวมาข้างต้นที่ผมจำได้ติดหู คือ “สำคัญที่เกียรติ” เกียรติต้องมาก่อนอื่น เกียรติที่มีต่อรัฐบาลไทยหรือผู้ที่มีอำนาจในราชการครั้งนั้น เขาจะมีความไว้วางใจท่านเพียงใดหรือไม่ ถ้าไม่ไว้วางใจ เพียงแต่ปล่อยให้ดำรงตำแหน่งไปพลางก็เท่ากับอาจารย์ดิเรกด้านอยู่ในตำแหน่ง เป็นการขัดกับหลักการเรื่องเกียรติ เกียรติอีกด้านหนึ่งเป็นเกียรติที่วงราชการของอังกฤษยกย่องให้แก่อาจารย์ดิเรกเพียงใด ทั้ง ๆ ที่วงราชการอังกฤษทราบดีว่า อาจารย์ดิเรกสังกัดพรรคที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาล ถ้าอาจารย์ดิเรกมิได้อยู่เป็นทูตที่ลอนดอน หากอยู่กรุงเทพฯ ก็คงจะถูกคุมตัว หรือหลบหนี หรืออาจจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตอย่างคนอื่น ๆ ก็ได้ ถ้าอังกฤษเห็นอาจารย์ดิเรกด้านอยู่ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีทางที่รัฐบาลไทยจะให้ความไว้วางใจแล้ว อังกฤษจะให้ความเชื่อถือแก่อาจารย์ดิเรกอย่างไรได้ ทั่วโลกจะรับนับถืออาจารย์ดิเรกได้อย่างไร ข้อคำนึงที่เกี่ยวกับเกียรติอีกข้อหนึ่งก็คือ อาจารย์ดิเรกได้ร่วมเป็นร่วมตายกับเพื่อนฝูงของท่านในสงครามซึ่งเสร็จสิ้นไปหยก ๆ ในขณะที่เพื่อนฝูงตกอับไร้วาสนาแตกฉานซ่านเซ็น อาจารย์ดิเรกจะมาลอยนวลเป็นเอกอัครราชทูตอยู่ ถือโอกาสเพื่อรักษาตัวรอด รักษาความปลอดภัยทั้งส่วนตัวส่วนครอบครัว จะอยู่ดูหน้ามิตรสหายทั้งหลายอย่างไรได้

อาจารย์ดิเรกสรุปข้อตัดสินใจของท่านเพียงสั้นๆ “สำคัญที่เกียรติ”

ในฐานที่เคยใกล้ชิดกันผมทราบดีว่า อาจารย์ดิเรกไม่ใช่คนกล้าบ้าบิ่น ท่านมีสัญชาตญาณเป็นมนุษย์ธรรมดา คือมีความขลาดกลัวความไม่อยากเสี่ยงพอสมควร จะทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ ดูหน้าดูหลัง ไม่ใช่หลับหูหลับตาเสี่ยงชีวิต ทรัพย์สมบัติ หรือความสุขสบายเสียเรื่อยไป บุคคลชนิดนี้ เมื่อจะข่มสัญชาตญาณด้านความขลาดกลัวได้ด้วยเหตุผล และตัดสินใจทำอะไรไปในด้านเสี่ยงแล้ว ท่านต้องระดมเรียกความกล้าหาญของท่านเป็นพิเศษ ความกล้าหาญที่เกิดจากเหตุผลจนระงับความขลาดได้เป็นความกล้าหาญอันยิ่งยอด และในกรณีของอาจารย์ดิเรกนี้ ก็สำคัญอยู่ที่เกียรติ

 

กรกฎาคม ๒๕๑๐

พิมพ์ครั้งแรก ใน นายดิเรก ชัยนาม ตามทัศนะของคนรู้จัก สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอังคารที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๑๐

 

[1]           ม.ล.ปุ๋ย นพวงศ์ ภริยาอาจารย์ดิเรก ชัยนาม.