สุนทรพจน์ เนื่องในงานเลี้ยงอาหารค่ำฯประจำปี ๒๕๑๒

๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๒

 

ท่านผู้เป็นประธาน[1] ท่านอุบาสิกาและอุบาสกผู้ใฝ่ในธรรม

ค่ำวันนี้ ผมจะขอยกเอาคาถาคติของสมาคมธนาคารไทยมาเป็นกระทู้สำหรับวิสัชนาขยายความ กล่าวคือ “สจฺจํ สามคฺคี จาโค” ซึ่งสมาคมธนาคารไทยแปลได้ความย่อว่า สัจจะ ความซื่อสัตย์ระหว่างกัน สามัคคี ความกลมเกลียวระหว่างกัน จาคะ การยอมเสียสละร่วมกัน ดั่งนี้

ในการเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสมาคมธนาคารไทยทุกปีมานั้น ย่อมจะต้องมีการกล่าวถึงเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และการธนาคาร เป็นหัวข้อสำคัญตามปกติ และภาวะเศรษฐกิจของบ้านเมืองนั้นย่อมเกี่ยวกันพาดพิงอยู่กับการปกครองบ้านเมืองโดยใกล้ชิด สำหรับปีนี้ ถ้าจะหลีกเลี่ยงเรื่องของการปกครองในที่ประชุมนี้เสียได้คงจะดี เพราะการรณรงค์ทางการเมืองเพิ่งจะยุติลงไป ๒ วันนี้เอง ควันในสมรภูมิยังคงกรุ่น ๆ อยู่ และวาทะทั้งหลายที่มีศิลปะบ้างไร้ศิลปะบ้าง ยังกรุ่นติดโสตและเนตรประสาทอยู่มิวาย นี่ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษแห่งวงการธนาคารไทยคงจะสำเหนียกแต่โดยดีว่า ในสมรภูมิการเมืองนั้น ไม่ว่าฝ่ายใดมีชัยหรือปราชัย นายธนาคารทั้งหลายก็ยังมีหน้าที่รับผิดขอบในหลักการอยู่ดังเดิมกล่าวคือ บริการประชาชนและรัฐบาลทางด้านการเงินเพื่อพัฒนาด้านเสถียรภาพ อนึ่ง นายธนาคารกลางนั้น พึงรักษาความเป็นกลางในระหว่างพรรคการเมืองโดยเคร่งครัด ฉะนั้นในโอกาสนี้ ธรรมกถาของสมาคมธนาคารไทยจึงเป็นร่มโพธิ์อันดีงามสำหรับนายธนาคารกลางที่มีหน้าที่จะต้องดูแล

มนุษย์เราไม่ว่าจะครองชีวิตอยู่โดยสันโดษก็ดี หรือจะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะก็ดี ย่อมต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องชี้ทางดำเนินไปสู่ความจริง ถ้าปราศจากหลักธรรมเสียแล้ว มนุษย์เราย่อมจะประพฤติเรรวน และมักจะปฏิบัติไปในทำนองเบียดเบียนซึ่งกันและกัน อันเป็นทางนำไปสู่หายนะแห่งสังคมของมนุษย์นั้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีพุทธภาษิตสอนไว้ว่า “ผาตึ กยิรา อวิเหฐยํ ปรํ – ควรทำแต่ความเจริญ อย่าเบียดเบียนเขา” และก็การที่ประธานสมาคมท่านกรรมการ และสมาชิกของสมาคมธนาคารไทย ได้ตั้งเข็มอันเที่ยงตรงของสมาคมไว้ในหลักธรรมอันดี ย่อมทำให้มั่นใจได้ว่า เมื่อได้กำหนดคติของสมาคมไว้เป็นอย่างดีแล้ว สมาชิกทั้งหลายของสมาคมคงจะปฏิบัติตามคติธรรมดั่งกล่าว สมกับพุทธภาษิตที่ว่า “อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถญฺญ มนุสาสติ – ถ้าพร่ำสอนผู้อื่นฉันใด ก็ควรทำตนฉันนั้น” และเมื่อสมาชิกของสมาคมนี้ได้ปฏิบัติตามคติแล้ว ก็ย่อมสมควรได้รับความสรรเสริญว่าจะได้ประพฤติดี ประพฤติชอบ ปฏิบัติตนเป็นบัณฑิต น่ายินดี เพราะ “อนตฺถํ ปริวชฺเชติ อตฺถํ คณฺหาติ ปณฺฑิโต – บัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์” ฉะนี้

อันคติข้อแรกของสมาคม คือ สจฺจํ นั้น เป็นคุณธรรมเบื้องต้นแห่งสัตตบุรุษหมู่ใด คณะใด จะแสวงธรรมปฏิบัติย่อมต้องอาศัยความซื่อสัตย์ภายในหมู่คณะเป็นที่ตั้ง จึงมีความเชื่อถือซึ่งกันและกันได้อย่างสนิทแน่นแฟ้น คณะเราทั้งหลายที่เป็นนายธนาคารย่อมจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะประกอบสัมมาอาชีวะได้โดยดี และในการนี้ ความเชื่อถือซึ่งกันและกันเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะสินเชื่อเป็นเครื่องประกอบอาชีพของพวกเราทุกคน พระท่านจึงสรรเสริญวาจาสัตย์ว่า “เป็นวาจาที่ไม่มีวันตาย – สจฺจํ เว อมตา วาจา” ดั่งนี้ แต่วาจาสัตย์นี้นอกจากจำเป็นสำหรับหมู่นายธนาคารพาณิชย์ด้วยกันแล้ว ยังมีความสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารชาติด้วย เพราะธนาคารชาติเป็นแหล่งรวมแห่งสถิติการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย ถ้าเมื่อใดธนาคารพาณิชย์ละเมิดสัจจะต่อธนาคารชาติ จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการให้ดอกเบี้ยเงินฝากเกินกำหนดก็ดี เกี่ยวกับการอุปโลกน์ตั้งบัญชีเงินฝากจากอากาศธาตุก็ดี หรือเกี่ยวกับการควบคุมแลกเปลี่ยนเงินก็ดี เมื่อนั้นธนาคารพาณิชย์นั้นศีลขาด น่าเกรงว่าจะตกนรก ด้วยเหตุนี้พระท่านจึงได้สอนไว้ว่า “สจฺเจ อตฺเถ จ ธมฺเม จ อหุ สนฺโต ปติฏฐิตา – สัตบุรุษตั้งมั่นในความสัตย์ที่เป็นอรรถและเป็นธรรม”

คติข้อ ๒ ของสมาคม คือ สามคฺคี ความกลมเกลียวระหว่างกันนั้นเป็นธรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหมู่คณะ คนที่อยู่ในเรือลำเดียวกัน หากพร้อมเพรียงกัน พายพร้อม ๆ กัน ก็จะถึงเป้าหมายเร็วขึ้น ถ้าต่างคนต่างพายกันคนละที หรือมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ก็จะสำเร็จประโยชน์ด้วยกันได้ยากสมดังพุทธภาษิตที่ว่า “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี – ความพร้อมเพรียงของหมู่ยังให้เกิดสุข” ฉะนี้ แต่ความสามัคคีนั้นจะเกิดขึ้นได้และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะยืนยงอยู่ได้เรียบร้อย ต้องอาศัยคุณธรรมอีก ๒ ประการ กล่าวคือ อัธยาศัยไมตรี ความผันผ่อนหย่อนตามซึ่งกันและกัน ประการหนึ่ง กับความยุติธรรมในหมู่คณะนั้นอีกประการหนึ่ง หากหมู่คณะใดขาดความประนีประนอมเกื้อกูลกัน แต่ละคนแต่ละธนาคาร ปากก็พร่ำแต่ว่าจะสามัคคีกัน แต่มโนกรรมและกายกรรมนั้นกำหนดให้ผู้อื่นโน้มเข้ามาสามัคคีกับตน ตนเองไม่มีวันโน้มเข้าหาผู้อื่นแล้ว สามัคคีเกิดอยู่มิได้ อนึ่งเล่า การเอารัดเอาเปรียบกันในทางอาชีพ การแข่งขันโดยมิชอบย่อมนำมาซึ่งความอยุติธรรม ซึ่งเป็นหนอนบ่อนทำลายสามัคคีธรรมในหมู่คณะ ฉะนั้น บุคคลทั้งหลายจึงพึงละเว้นการทำบาป เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในหมู่คณะ จึงจะมีสามัคคีในหมู่คณะนั้นได้ “น ฆาสเหตุปิ กเรยฺย ปาปํ ปุญฺญนิ กยิราถ สุขาวหานิ – ไม่ควรทำบาป เพราะเห็นแก่กิน ควรทำบุญ อันนำสุขมาให้”

คติข้อที่ ๓ คือ จาโค การยอมเสียสละนั้นเป็นปัจจัยสำคัญแห่งสามัคคีธรรม ถ้าเป็นการยอมเสียสละให้ร่วมกันในหมู่คณะ นอกจากนั้นบุคคลใดแผ่เมตตาบริจาคทรัพย์ กำลังแรง และเวลา ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นนอกหมู่คณะของตนก็ย่อมจะได้อานิสงส์ เป็นที่รักที่ชอบที่นิยมและที่สรรเสริญแก่เทวาและมนุษย์ทั้งหลาย “ททํ มิตฺตนิ คนฺถติ – ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้” ผู้ใดผู้ยากไร้ ต่ำต้อยหรือพิการ หรือบริจาคเพื่อเกื้อกูลประเทศชาติให้พัฒนาไปโดยดี ย่อมได้ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษสมดังคำพุทธภาษิตที่ว่า “สนฺโต สตฺตหิเต รตา – สัตบุรุษยินดีในการเกื้อกูลสัตว์” จาคะธรรมนี้ถ้าเราปฏิบัติภายในขอบเขตอันสมควร เช่น ไม่ใช่เป็นไปในทำนองผลาญทรัพย์ของผู้ฝากเงินหรือผู้ถือหุ้นในธนาคารเรา โดยเราเอาชื่อเอาหน้าเอาตาว่าเป็นผู้บริจาค ซึ่งแท้จริงเป็นทรัพย์ของผู้อื่น ถ้าเรางดเว้นการทำนอกคอกนอกธรรมนิยมดั่งกล่าวแล้ว จะนำความเจริญมาสู่สมาชิกของสมาคมธนาคารไทยเป็นยิ่งนัก

ก่อนจบ ผมจะขอกล่าวถึงสัจจะอีกสักเล็กน้อย พอประดับสติปัญญาซึ่งกันและกัน สัจจะที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นได้กล่าวในนัยที่ว่า เป็นความประพฤติซื่อตรงต่อกัน อันเป็นธรรมะอันควรเทิดทูนสรรเสริญ แต่สัจจะยังมีความหมายอีกประการหนึ่ง คือการใฝ่แสวงหาความจริง เป็นสิ่งอันควรสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะสัจจะตามนัยนี้ เป็นบ่อเกิดแห่งวิชา และเป็นเครื่องมือขจัดอวิชชาให้ปลาสนาไป มีอุทาหรณ์พึงนำมากล่าว ณ ที่นี้คือ เมื่อผู้ว่าการธนาคารชาติต่าง ๆ ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปประชุมกันที่เกาะบาหลีเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ศกนี้ แล้วเกิดศรัทธาร่วมกันใฝ่หาความจริงว่า ในรอบ ๑๐ ปีข้างหน้านี้ คาดหมายได้หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในด้านสมรภูมิเวียดนามและสมรภูมิอื่น ๆ การเกษตรและการอุตสาหกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะดำเนินก้าวหน้าไปอย่างไร และตกลงกันว่า จะได้มีการวิจัยศึกษาร่วมกันโดยธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของเรื่องในเบื้องต้นนี้ เรียกได้ว่าต่างคนต่างใฝ่ในสัจจะด้านวิชาการ เศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร เมื่อได้ความรู้แล้วต่างคนต่างจะได้ช่วยรัฐบาลและวงการธนาคาร วางนโยบายดำเนินการให้เหมาะกับเหตุการณ์และทันแก่เหตุการณ์ เช่นนี้ก็หวังได้ว่าจะก่อประโยชน์ร่วมกันโดยไพศาล นับว่าเป็นการใฝ่สัจจะอันพึงสนับสนุน

แต่ในการใฝ่สัจจะดั่งกล่าวนี้ ควรที่เราท่านทั้งหลายจะพึงวางหลักการพิจารณาไว้ให้รอบคอบดี ในการแสวงหาวิชา หากเราตั้งกระทู้ไว้ผิด ๆ คำตอบที่เราจะพึงหวังได้นั้นย่อมจะผิด ๆ เฉโกไปเช่นเดียวกัน เช่นที่เราท่านทั้งหลายเป็นห่วงในทรัพย์สมบัติอันประเสริฐของชาติไทยที่ธนาคารชาติถืออยู่ คือเงินสำรองระหว่างประเทศ และพยายามจะแสวงหาความรู้ว่า ธนาคารชาติจะจัดการเป็นประการใดนั้น ก็เป็นความห่วงใยที่ชอบอยู่ น่าสรรเสริญแท้ แต่ถ้าเผอิญตั้งกระทู้ผิดพลาดไป ไพล่ไปถามต่อหน้าธารกำนัลว่า ธนาคารชาติจะสนับสนุนเงินเหรียญอเมริกันหรือไม่นั้น ก็จะหาสัจจะได้ยาก เพราะถามแบบไม่เข้าประเด็น ไม่ใช่หน้าที่กงการอะไรของธนาคารชาติไทยที่จะอาจเอื้อมไปสนับสนุนเงินเหรียญอเมริกันหรือเงินชาติใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าปัญหามีอยู่ว่าธนาคารชาติไทยจะรักษาทรัพย์สมบัติของชาติไว้ในรูปใดจึงจะดี คำตอบก็มีอยู่แล้วในกฎหมายว่าด้วยเงินตรา ซึ่งระบุเป็นกรอบไว้ให้รักษาทุนสำรองเงินตราไว้ในรูปทองคำ เงินปอนด์สเตอร์ลิงและเงินเหรียญอเมริกัน ๓ อย่าง ถ้าอยากจะรู้ว่าในทางปฏิบัติทำกันอย่างไร ก็ดูได้ว่าธนาคารชาติลงทุนอย่างไรนอกประเทศ ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราซื้อขายเงินอย่างไร ขณะนี้เงินสำรองระหว่างประเทศเราถือไว้เป็นเหรียญอเมริกันเป็นส่วนใหญ่ ๘๙% เพื่อหาผลประโยชน์ ถือไว้เป็นทองคำบ้างพอสมควร คือประมาณ ๙% ซึ่งไม่มีผลประโยชน์ แต่ปลอดภัยสักหน่อย และถือไว้เป็นปอนด์สเตอร์ลิงเหลือเพียงไม่กี่ล้าน ธนาคารชาติจะตั้งมั่นในหลักการอยู่เสมอ ที่จะรักษาทรัพย์สมบัติของประเทศไว้ให้มั่นคงและได้ประโยชน์ สัจจะความจริงข้อนี้ไม่ต้องพูด ไม่ต้องถามก็เข้าถึงแล้ว ถ้าไม่เกรงใจว่าไปลอกคติของพรรคการเมืองเขามาที่ว่า “ทำดีกว่าพูด” ก็อยากจะกล่าวว่า “ดูเขาทำดีกว่าฟังเขาพูด” ฉะนี้

วิสัชนาคาถาของสมาคมธนาคารไทยมาก็สมควรด้วยเวลาเพียงนี้ แต่ก่อนจบควรจะกล่าวอนุโมทนารัมภคาถา คือ บทยถาฯ และสามัญญานุโมทนาคาถา คือ บทสัพพีฯ ดั่งนี้

“ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด ทานที่ท่านสมาชิกสมาคมธนาคารไทยอุทิศให้พวกข้าพเจ้าในค่ำวันนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ท่านประธานและสมาชิกทั้งมวลฉันนั้น ขออิฐผลที่ท่านปรารถนาตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยฉับพลัน ขอความดำริทั้งปวงจงสมบูรณ์เต็มที่เหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญ เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว ควรยินดี”

“ความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป โรคทั้งปวงของท่านจงหาย อันตรายอย่ามีแก่ท่าน ท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน บุคคลผู้มีวิสัยปกติกราบไหว้ มีวิสัยปกติอ่อนน้อมต่อผู้ทรงคุณวุฒิเป็นนิจ ย่อมเจริญด้วยธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรโณ สุขัง พลัง”

ท่านทั้งหลาย ถ้าท่านจะถือศีลก็เชิญตามอัธยาศัย แต่อย่าเพิ่งถือศีลที่ ๕ ขอบรรดาอุบาสกอุบาสิกาที่เป็นแขกมาในค่ำนี้ ได้โปรดพร้อมเพรียงกันดื่มเพื่อความสุขความเจริญของท่านประธานกรรมการ และสมาชิกสมาคมธนาคารไทย

 

 

 

[1]           นายจำรัส จุตรภัทร เป็นประธานสมาคมธนาคารไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒–๒๕๑๓ ต่อจาก นายอุเทน เตชะไพบูลย์