สุนทรพจน์ เนื่องในงานเลี้ยงอาหารค่ำฯประจำปี ๒๕๑๐

 

เป็นสุนทรพจน์ของนายพิสุทธิ์ นิมมานเหมินท์

รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐

 

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทยที่ให้เกียรติเชิญให้ข้าพเจ้ามาพูดในนามผู้รับเชิญในค่ำวันนี้ ท่านที่เคยมาร่วมงานในงานของสมาคมธนาคารไทยในปีก่อน ๆ คงจะรู้สึกผิดหวังมากที่ดาราประจำปีไม่มากล่าวสุนทรพจน์ในวันนี้[1] อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าจะพยายามปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนี้อย่างดีที่สุดที่จะทำได้ หากข้าพเจ้ากล่าวสิ่งหนึ่งสิ่งใดบกพร่องไป หรือไม่ถึงอกถึงใจท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ก็หวังว่าคงจะได้รับอภัย เพราะข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงพระรองเท่านั้น

ในปี ๒๕๐๙ การเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยส่วนรวม ได้ขยายตัวและก้าวหน้าต่อไป การค้ากับต่างประเทศได้ขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูงทั้งทางด้านสินค้าออกและสินค้าเข้า สินค้าออกมีมูลค่ากว่า ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท สูงกว่าปี ๒๕๐๘ ประมาณร้อยละ ๑๑ ส่วนมูลค่าสินค้าเข้าตามตัวเลขของกรมศุลกากรนั้นเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ ๔๗ หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อหักมูลค่าสินค้าเข้า ซึ่งเกิดจากความช่วยเหลือหรือนำเข้าเพื่อการทหารของต่างประเทศแล้ว จะมีมูลค่าประมาณ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนประมาณร้อยละ ๑๓ เนื่องจากสินค้าที่นำเข้าเป็นประเภทที่เกี่ยวกับความช่วยเหลือดังกล่าวแล้ว ดุลการชำระเงินจึงยังเกินดุล และเงินสำรองระหว่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ เงินสำรองระหว่างประเทศซึ่งมีอยู่เกือบ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อสิ้นปี ๒๕๐๘ ได้เพิ่มขึ้นประมาณ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อสิ้นปี ๒๕๐๙ เท่ากับมูลค่าสินค้าเข้าที่ต้องชำระเงินในปี ๒๕๐๙

ทางด้านฐานะการคลังของรัฐบาล ถ้าไม่นับรายรับจากการขายพันธบัตร จะมีขาดดุลเป็นตัวเงินประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าในปี ๒๕๐๙ ขายพันธบัตรรัฐบาลได้ถึง ๒,๕๐๐ ล้านบาท ฉะนั้น รายรับเป็นตัวเงินทั้งสิ้นสูงกว่ารายจ่าย ระหว่างปีปริมาณเงินในมือประชาชนเพิ่มขึ้นดังกล่าว

ในรอบปีที่แล้วมา กิจการธนาคารพาณิชย์ได้เจริญขึ้นดังท่านประธานสมาคมได้กล่าวแล้ว ในขณะนี้ยังมีแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเท่านั้นที่ยังไม่มีสาขาธนาคารพาณิชย์ไปตั้งอยู่ จะมีแต่ธนาคารพาณิชย์ไปเริ่มดำเนินการสาขาในอำเภอเมืองและอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในปี ๒๕๑๐ นี้ การที่ธนาคารพาณิชย์ได้ให้ความสนใจไปเริ่มดำเนินการสาขาในภูมิภาคโดยเฉพาะท้องถิ่นที่ยังขาดบริการของธนาคารพาณิชย์มากขึ้นนี้ เป็นการต้องด้วยนโยบายของทางราชการที่จะช่วยส่งเสริมการออมทรัพย์และให้มีการใช้การธนาคารแพร่หลายขึ้น

มีสิ่งซึ่งน่าสังเกตอย่างหนึ่งในรอบปีนี้คือ ธนาคารพาณิชย์ได้ลงทุนในหลักทรัพย์รัฐบาลเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ ๕๙ นโยบายการลงทุนของธนาคารพาณิชย์เช่นนี้นับได้ว่าเป็นการสมควรในเวลานี้ เพราะเท่ากับธนาคารได้สร้างแนวสำรองแนวที่ ๒ ให้เข้มแข็งขึ้นประการหนึ่ง และนอกจากนี้ ยังได้ช่วยปฏิบัติการตามนโยบายของรัฐบาลในอันที่จะระดมเงินออมภายในประเทศมาเพื่อใช้ในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกประการหนึ่ง แต่เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ จึงเท่ากับธนาคารพาณิชย์มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น ฉะนั้น จึงหวังว่าธนาคารพาณิชย์จะใช้โอกาสอันนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง โดยนำรายได้พิเศษนี้ไปเสริมสร้างฐานะให้มั่นคงยิ่งขึ้น

เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมีหนทางลดลง และการลงทุนของภาคเอกชนได้ขยายขึ้นอีก ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงของเงินฝากและเงินให้กู้ยืมหลายประเภทในปีที่แล้ว จึงขอขอบคุณที่สมาคมและบรรดาธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายได้ช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้มาโดยตลอด

ในการตราพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ รัฐบาลมีความมุ่งหมายในหลักใหญ่หลายประการ ประการที่สำคัญประการหนึ่งก็คือคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณชนผู้ฝากเงินของธนาคาร ด้วยวิธีควบคุมการให้กู้ยืมเงินแก่ลูกหนี้รายใหญ่ ๆ สำหรับการให้กู้ยืมเงินแก่ลูกหนี้รายใหญ่นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศลดจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์ให้กู้ยืม หรือเครดิตโดยการ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงินอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งในขณะใดขณะหนึ่ง จากไม่เกิน ๒ ใน ๕ เป็นไม่เกิน ๑ ใน ๓ ของเงินกองทุน ซึ่งประกาศที่กล่าวนี้จะมีผลบังคับใช้แต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๐ เป็นต้นไป ส่วนในด้านเงินกองทุนนั้น ธนาคารพาณิชย์หลายธนาคารได้เพิ่มทุนและเงินสำรองขึ้นเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องการดำรงอัตราส่วนระหว่างเงินกองทุนกับสินทรัพย์เสี่ยง และเพื่อให้ได้รับความสะดวกมากขึ้นในเรื่องการให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งกู้ยืมเงินได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ เงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มขึ้นจาก ๖๔๕ ล้านบาท เมื่อประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็น ๑,๐๖๕ ล้านบาท เมื่อสิ้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๙ คือเกือบหนึ่งเท่าครึ่ง

แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า ความร่วมมือของธนาคารพาณิชย์โดยการเสริมเงินทุนของตนด้วยการออกจำหน่ายหุ้นเพิ่มขึ้น อันเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบการธนาคารและต้องด้วยนโยบายของทางการนั้น ได้ทราบว่ามีบุคคลบางคนฉวยโอกาสนำมาใช้เป็นเครื่องมือหากิน โดยแพร่ข่าวในทำนองว่า ฐานะการเงินของธนาคารนั้นธนาคารนี้ไม่สู้ดีบ้าง ผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะขายหุ้นบ้างหรือพูดกันง่าย ๆ ว่า “ขายธนาคาร” นั่นเอง บางคนถึงกับทำตนเป็นนายหน้าเข้าไปเจรจากับผู้บริหารงานของธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเสนอผลประโยชน์ให้เป็นส่วนตัวก็มี พฤติการณ์ของบุคคลจำพวกนี้ น่าจะอยู่ในความสนใจของทางราชการและได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดว่ามีเจตนาหรือแผนการอย่างไร เพราะการแพร่ข่าวเช่นนี้อาจนำความเสื่อมความเชื่อถือมาให้บางธนาคารได้ ซึ่งในที่สุดอาจเป็นเหตุทำให้เกิดวิกฤติการณ์ในวงการธนาคารของประเทศได้

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ภาวการณ์เศรษฐกิจของประเทศในปีที่แล้วตามที่ได้เล่ามาตั้งแต่ต้น หากข้าพเจ้าไม่ทำให้ท่านง่วงนอนหรือเบื่อเสียก่อน ท่านก็คงจะเห็นด้วยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างดูก้าวหน้าไปอย่างน่าพอใจ แต่ในปี ๒๕๐๙ มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นใหม่ นั่นคือระดับราคาสินค้าซึ่งมีเสถียรภาพมาหลายปีแล้วได้เริ่มสูงขึ้นอย่างน่าสังเกต โดยเฉพาะราคาสินค้าประเภทอาหารและวัตถุก่อสร้าง ดัชนีราคาขายส่งสำหรับปี ๒๕๐๙ สูงขึ้นจากระดับเฉลี่ยปี ๒๕๐๘ ร้อยละ ๑๔.๒ ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคในปี ๒๕๐๙ สูงขึ้นจากดัชนีเฉลี่ยของปี ๒๕๐๘ ร้อยละ ๓.๙ เทียบกับที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ ๐.๖ ในปี ๒๕๐๘

ดัชนีราคาสินค้าที่กล่าวข้างต้น เป็นดัชนีราคาภายในเขตจังหวัดพระนครและธนบุรีเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ทั่วประเทศเป็นเช่นนั้น แต่ก็ต้องถือว่าสัญญาณให้ระวังตัวได้ปรากฏขึ้นแล้ว จึงเป็นความจำเป็นอย่างรีบด่วนที่ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อความมั่นคงและปลอดภัยในทางเศรษฐกิจของประเทศทุก ๆ ฝ่าย จะต้องศึกษาหาสาเหตุที่ราคาสินค้าบางอย่างได้ขึ้นไป แล้วหาทางแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะสายเกินไป ลำพังปริมาณเงินในมือประชาชนที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ ๑๓ นั้น ยังไม่เป็นอัตราที่น่าห่วงนักเพราะเท่าที่เป็นมา การผลิตมักจะขยายตัวขึ้นทันกาล เนื่องจากการเศรษฐกิจของประเทศเราซึ่งเป็นประเทศกสิกรรม ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว มีลักษณะยืดหยุ่นและมีความสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ต้องทำอะไรและปล่อยให้เรื่องเป็นไปตามยถากรรม

สำหรับอนาคตนั้น น่าหนักใจในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาและป้องกันประเทศที่จะต้องมีเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสถานการณ์การเงินการคลังในระยะของแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๐–๑๕๑๔) ซึ่งปรากฏว่ามียอดงบประมาณขาดดุลทั้งสิ้นเป็นจำนวนสูงมาก แต่รัฐบาลก็ได้ให้คำรับรองไว้ว่าจะพัฒนาโดยรักษาเสถียรภาพทางการเงินและราคาไว้พร้อม ๆ กัน เช่นที่ได้ดำเนินไปแล้วในแผนพัฒนาฉบับที่ ๑ โดยจะดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอันเหมาะสม ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะกล่าวว่า ในการพิจารณาวางแผนพัฒนาฉบับใหม่นี้ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ได้มีความเห็นว่าภาวการณ์เศรษฐกิจของประเทศกำลังขยายตัว และมีเพิ่มขึ้นจวนจะถึงระยะที่จะบินขึ้นสู่นภากาศได้จะเนิ่นนานไป ด้วยเหตุฉะนี้ การดำเนินนโยบายการเงินจึงควรดำเนินไปด้วยความระมัดระวังเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคแก่การพัฒนาทางภาคประชาชน

มีหลายท่านที่อาจเห็นว่าข้าพเจ้าเอาเรื่องทฤษฎีที่ปฏิบัติไม่ได้มาพูด ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เรื่องที่พูดมานี้เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ทั้งสิ้น สำคัญอยู่ที่ว่าเรามีเจตนาและมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำกันหรือยังในระยะ ๒–๓ วันมานี้ ก็ได้มีข่าวที่น่ายินดีบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการบางอย่างเพื่อตรึงระดับราคาสินค้าไปบ้างแล้ว

วันนี้เป็นวันของสมาคมธนาคารไทย หากจะกล่าวถึงการธนาคารของเราเสียหน่อย ก็คงไม่ผิดกาลเทศะ การธนาคารของเราได้รุดก้าวหน้าไปมากทั้งในด้านเงินฝากและทรัพย์สิน และความสามารถในการหารายได้ดังได้กล่าวมาแล้ว ในยามที่การเศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูและขยายตัวอย่างปัจจุบัน ปัญหาต่าง ๆ ทางด้านธนาคารพาณิชย์ก็ยังคงไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขอท่านอย่าเผลอตัวไป โปรดหาบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ฮ่องกงเมื่อปีกลายนี้ จึงนับว่าเหมาะสมกับเวลา

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ในที่สุดข้าพเจ้าขอเชิญชวนท่านทั้งหลายให้ลุกขึ้นดื่มเพื่อความเจริญพัฒนาถาวรของสมาคมธนาคารไทยและระบบการธนาคารของเรา

 

 

[1]           เพราะอาจารย์ป๋วยมิได้มาร่วมงานในปีนี้