สุนทรพจน์ เนื่องในงานเลี้ยงอาหารค่ำฯประจำปี ๒๕๐๙

๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙

 

พ.ศ. สองพันห้าร้อยเก้า              จะบอกเล่าป่าวร้องตีกลองใหญ่

มูลบทบรรพกิจสอนศิษย์ไทย             อายุขัยเก้าสิบห้ามาครบครัน

ระลึกบุญคุณอาจารย์สอนอ่านเขียน   กวีเธียรธรรมคติมิเหหัน

อาจารย์น้อยอาจารย์ภู่ครูประพันธ์     ผมขออัญเชิญคำนำลีลา

 

สาธุสะจะขอไหว้                        พระศรีไตรสรณา

พ่อแม่แลครูบา                                       เทวดาในราศี

ข้าเจ้าเอาคำสัจ                                      ผจงจัดเป็นยานี

กาพย์กลอนอ่อนเวที                            ดีมิดีอย่าประมาณ

 

จะร่ำคำต่อไป                               พอล่อใจท่านประธาน

สมัชชาธนาคาร                                     มโหฬารงานวันนี้

สตรีศรีโสภา                                          งามสง่ากว่าเทวี

บุรุษชุดราตรี                                          ล้วนสูงศักดิ์ลักขณา

สุราและอาหาร                                      เสพสำราญรสโอชา

กุหลาบซาบนาสา                                 ดนตรีเพราะเสนาะกรรณ

สนทนาวิสาสะ                                      ชื่นมนะหฤหรรษ์

ไมตรีมีครบครัน                                    ผู้รับเชิญจำเริญใจ

สมาคมเรืองสมชื่อ                                เกียรติระบือขจรไกล

เชิญมาให้ปราศรัย                                 ผมก็ใฝ่ใคร่ช่วยงาน

 

จะร่ำคำเปรมปรีดิ์                        สดุดีท่านประธาน

ชื่อดังก้องกังวาน                                  อุเทน เตชะไพบูลย์

ขอท่านประธานใหม่                            เริงฤทธิไกรไป่เสื่อมสูญ

เตชะจะเพิ่มพูน                                     จนไพบูลย์สมนามเธอ

คิดใดให้คิดชอบ                                    ตามระบอบบุญเสมอ

นำไทยให้เลิศเลอ                                  ด้วยธนาคารงานสำคัญ

กำหนดกฎระเบียบ                                พรรคพร้อมเพรียบสมานฉันท์

เชื่อถือร่วมมือกัน                                  ดำเนินสู่ลู่ทางธรรม

 

จะร่ำวิโยคโศกกล้ำ                     จุลินทร์ ล่ำซำ

ผู้นำกสิกรไทย[1]

ชีวิตมิตรพรากจากไป                 ต่างพาอาลัย

เกษมซ้ำมลายวายชนม์[2]

มนตรีศรีพยัคฆ์ยอดคน               ญาติมิตรปวงชน

ไทยเราเศร้าอนิจจา

ท่านซื่อถือสัตย์หัทยา                  เข้มแข็งแรงกล้า

ยึดธรรมสัมมาจารี

ว่าการธนาคารชาติดี                   รักษาหน้าที่

มิหนีมิหน่ายพ่ายภาร

บำรุงกรุงไทยไพศาล                  สมบัติศฤงคาร

สิท่านขัดสนจนทรัพย์

น้อมจิตเทิดธรรมคำนับ              ถึงชีวีดับ

เกียรติศัพท์เลื่องหล้าถาวร

ขอบุญคุณเกษมอมร                    สบสุขสถาพร

บวรปรมัตถ์ชัชวาล

 

จะร่ำคำแปร

โลกนี้มีแน่                         ก็แต่สังสาร

เกษมม้วยมรณ์                  สุนทรว่าการ

โกศามานาน                     จึงท่านเปลี่ยนไป[3]

กลับสู่เศรษฐกิจ

การค้าพาณิชย์                  จ่อจิตตั้งใจ

ชาวแบงก์ชาวคลัง           ต่างยังอาลัย

เพราะเคยร่วมใจ              จากไปอาวรณ์

งานง่ายงานยาก

ระกำลำบาก                      ร่วมถากร่วมถอน

แบงก์ดีคลังดี                    เพราะศรีสุนทร

เมื่อพรากจากจร               อวยพรสดุดี

ขุนคลังตั้งใหม่

ใช่อื่นใช่ไกล                     ศักดิ์ใหญ่ศักดิ์ศรี

ดอกเตอร์เสริมมา             วิชาท่านมี

นับเด่นเป็นที่                     ศาสตรียาจารย์[4]

หวนนึกตรึกตรา

เงื่อนงำธรรมดา                อนิจจาสังขาร

ปาฐกทุกปี                         ต้องมีสามท่าน             

กล่าวครบจบงาน             ตามแบบแยบยล

ปีนี้มีแปลก

ปาฐกยกแยก                     แผกไปสองคน            

ที่สามยังอยู่                        จะดูคงทน

กี่ฟ้ากี่ฝน                           ต่อไปใครมา  

 

จะร่ำเป็นคำถาม               ขบวนความปฤศนา

มุ่งจิตคิดพัฒนา                       ในประเทศเขตของไทย

ประมวลดูถ้วนถี่                     เล็งผลดีมีแก่ใจ

ก้าวหน้ากว่าที่ไหน                 คือกรุงเทพมหานคร

ถนนหนทางกว้าง                   ตึกสล้างแลสลอน

โรงหนังทั้งละคร                    แห่งชาติค่าว่าหลายล้าน

กระทรวงทบวงกรม               เด่นงามสมโตตระหง่าน

เวิ้งโถงทั้งโรงร้าน                  ไนต์คลับหลายมีรายเรียง

โรงแรมแซมสะพรั่ง               หลังคาตั้งหลังคาเอียง

ภัตตาอาคารเคียง                    อาหารพูนสมบูรณ์นัก

รถมากหลากหลากสี              ใหญ่ใหญ่ดีมีค่าหนัก

คับถนนจนคึกคัก                    วิ่งหักเหียนวงเวียนโต

พญาไทใครขับได้                   คงมีชัยที่มองติกาโล

เกาะแก่งแสร้งทำโย้               ยามมืดโถมโครมชนกัน

ตกค่ำย่ำสนธยา                        แสงไฟฟ้าดั่งเมืองสวรรค์

ศรีอยุธยานั่น                            สว่างจ้าทั้งฟ้าดิน

ถนนอื่นที่ดื่นดก                      ปวงพสกเดินคลำสิ้น

ถนนใหญ่ข้ามไปหมิ่น            เหม่จะม้วยด้วย “มรณาคาร์”

รวมความงามจำรัส                 สารพัดวัฒนา

รุ่งเรืองเฟื่องนครา                  สุขสันติพิบูลย์เพ็ญ

พิศดูหมู่ธนาคาร                      ก็ไพศาลสมบูรณ์เด่น

อาคารตระหง่านเป็น              ศรีสง่าทุกธนาคาร

จำเริญด้วยเงินได้                    มีกำไรหลายหลายด้าน

ปันผลดลสำราญ                     ผู้ถือหุ้นถือน้ำใจ

ดอกเบี้ยเสียผู้ฝาก                   แม้ยังมากหากลดไป

จากจบครบปีไซร้                    แปดเปอร์เซ็นต์เผ่นลงมา

เหลือเจ็ดเบ็ดเสร็จจ่าย            ด้วยมุ่งหมายจะพัฒนา

พันธบัตรรัฐยังกล้า                 ลดดอกเบี้ยเชียร์แบงก์ตาม

ดอกเบี้ยแพงแบงก์คิดอยู่       แก่ผู้กู้ในสยาม

ลูกค้าเอกยังเขกงาม                สิบเปอร์เซ็นต์เช่นเดิมที

ใคร่ถามความประสงค์           เมื่อไหร่จะลงดอกเบี้ยนี้

กำไรต้องใฝ่มี                          แต่อย่าเพลินเกินสมควร

ธนาคารมีภารกิจ                     รับผิดชอบในขบวน

พัฒนาพาเร่งด่วน                    ต้องเสริมส่งตรงต้นทุน

พ่อค้าอุตสาหกิจ                     พึ่งแบงก์มิตรสนับสนุน

ดอกเบี้ยเสียให้คุณ                  ถ้าถูกลงคงสบาย

ผลิตผลต้นทุนลด                    คิดกำหนดงานขยาย

งานดีก็คลี่คลาย                       ทั่วประเทศเขตพัฒนา

ผลจะดีสะท้อน                       กลับมาป้อนท่านทั่วหน้า

เปอร์เซ็นต์เดียวเจ้าข้า            ขอบิณฑบาตให้ชาติพลัน

 

จะร่ำคำกลอนสุนทรอรรถ    ผมกลุ้มกลัดนิทราเลยพาฝัน

เกิดอาเพศเหตุวิบัติมหัศจรรย์         แผ่นดินนั้นร้าวแตกแยกยาวรี

ที่ก้นเหวเปลวไฟเหมือนในนรก     ให้ตระหนกอกสั่นจนขวัญหนี

ระเบิดลั่นสนั่นดังทั้งปฐพี                บัดดลมีคล้ายมนุษย์ผุดขึ้นพลัน

แขนขาผอมแต่ท้องพลุ้ยดูอุ้ยอ้าย    ทั้งร่างกายม่อต้อคอก็สั้น

มีเขางอกนอกศีรษะหน้าฉกรรจ์     ที่ก้นนั้นมีหางแต่พรางไว้

ตีมือแปะแสยะพักตร์ทัก “ฮัลโหล”          ฉันนี้คือโลโภผู้โตใหญ่

มีเดชะกระเดื่องทั่วเมืองไทย           ครอบงำใครแล้วหลงติดสนิทเจียว

ฉันโปรดปรานท่านที่มีอำนาจ         ถึงเปรื่องปราชญ์ก็กลับไร้ไม่เฉลียว

เหมือนลิ้มรสเฮโรอีนฝิ่นนิดเดียว    จะต้องเทียวเสพซ้ำย้ำโลโภ

เมื่อฉันเสาะเกาะผู้ใหญ่ในไม่ช้า     ก็บรรดาสมุนเขาเหล่าอักโข

จะมัวเอาเอาอย่างต่างเฉโก              หวังบรรลุสุโขกันเร็วไว

วิธีนี้ดีแน่แพร่สะพัด                          แผ่ถนัดยิ่งกว่าห่าไหนไหน

พอจิตเปลี้ยเพลียอ่อนผ่อนฤทัย       ฉันเรียกให้โทโษโมหันมา

อันโทโษคือตัวยั่วให้โกรธ                 ใครขัดคอก็พิโรธด้วยตัณหา

ไม่พอใจใครซื่อถือสัจจา                    ต้องหาว่ากล่าวร้ายป้ายสีกัน

โมโหนั้นดลใจให้หลงคิด                  ชอบเป็นผิดจิตวิกลจนเหหัน

โปรดสอพลอส่องเสียดเบียดเบียนกัน       เห็นสำคัญก็แต่ตนคนญาติมิตร

เราสามเกลอเลออำนาจวาสนา          แล้วจะพายอดชายหายสนิท

มาครองเมืองเฟื่องแรงและแผลงฤทธิ       จะเรืองอิสริยยศกำหนดปอง

 

ในความฝันนั้นผมระทมจิต    ครุ่นแต่คิดเสียวแสยงแรงสยอง

เห็นโลโภโห่เล่นเต้นลำพอง              เหมือนตัวโขนโผนผยองอสุรา

แล้วแหวกพุงผลุงผลังดังเหมือนซี้บ          เสียงโฮกปี๊ปโทโษก็โผล่หน้า

ออกโดดเผ่นเต้นร้องก้องพสุธา        หัวพยัคฆ์ลักษณาเป็นกระบือ

ฝ่ายโมหันพลัดโลดโดดจากท้อง      เสียงมันร้องครึมครึมฮึ่มฮึ่มหือ

บังเกิดเสียงเพี้ยงเพลงเปล่งบันลือ    ดังระบือกว่าชาโด้โตห้าวง

อสูรสามย่ามใจให้กำเริบ                    มันอิ่มเอิบร้องเต้นเล่นเสียงหลง

ต่างผาดโผนโจนทยานร่านทนง        จังหวะส่งเร้าเร่งเพลงยิ่งรัว

เกิดควันใหญ่ไฟสุมจากขุมนรก        ควันก็ปกหล่นอสูรพูนท่วมหัว

พอควันร้างจางคลายมารหายตัว       เห็นรัวรัวเป็นเงา เหมาเซตุง

 

ผมผวาผงกอกใจสั่น                ตื่นจากฝันไม่วายกายสะดุ้ง

คะนึงหวนทวนคิดจิตสร้านฟุ้ง          จวนใกล้รุ่งคิดได้ดีใจครัน

ท่านนายกฯ ปีใหม่ให้โอวาท             จงตัดขาดโลภโทษ์และโมหัน

ทำแต่ดีมีสัตย์ซื่อศีลธรรม์                   ฟังจำนรรจ์แล้วต้องทำตามจำนง

ขอองค์ตรีรัตน์เจ้า               บันดาล

เหล่าสมาชิกธนาคาร                      ทั่วหน้า

จงประสพสุขสานต์                        อิสระ-ภาพเฮย

ลดดอกเบี้ยเถิดจ้า                            จุ่งได้ทำจริง

 

เชิญ หญิงชายเหล่าผู้           มาตรฐาน แขกนอ

เชิญ ท่านร่วมปณิธาน                     จิตแผ้ว

เชิญ ดื่มเพื่อเหล่าธนาคาร              เจริญยิ่ง ยิ่งแฮ

เชิญ ดื่มอวยพรแล้ว          จุ่งได้ทำดี

 

[1]           นายจุลินทร์ ล่ำซำ เป็นประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทยระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๒-ตุลาคม ๒๕๐๘

 

[2]           นายเกษม ศรีพยัคฆ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ และเคยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๔๙๘-กรกฎาคม ๒๕๐๑

 

[3]          

 

[4]           ดร.เสริม วินิจฉัยกุล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อจากนายสุนทร หงส์ลดารมภ์ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๐๘-๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔