สุนทรพจน์ เนื่องในงานเลี้ยงอาหารค่ำฯประจำปี ๒๕๐๖

๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๖

 

ท่านผู้เป็นประธาน ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติ

ค่ำวันนี้ ผมจะขอพูดถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วไปเล็กน้อยแล้วจึงจะเสนอข้อความบางประการเกี่ยวกับการธนาคาร

ในรอบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศไทยยังก้าวหน้าอยู่พอสมควร ค่าแลกเปลี่ยนของเงินบาทเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไทยสามารถสั่งสินค้าขาเข้ามากขึ้น ส่วนมากที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นสินค้าประเภทที่ต้องซื้อเขามาลงทุน เช่น เครื่องจักร เครื่องทุ่นแรง เครื่องขนส่ง เป็นต้น ยอดสินค้าออกมีมูลค่าต่ำกว่าปี ๒๕๐๔ ดีบุกดีขึ้นแทบจะไม่ต้องเป็นกังวล ข้าวต่ำลงเพราะจำนวนลดแม้ว่าราคาจะเพิ่ม ข้าวโพด แป้งมัน และไม้สักราคาดีขึ้นเล็กน้อย แต่จำนวนลดลง ทำให้มูลค่าลดลงมาก เราส่งปอออกไปเกือบ ๒ เท่าของปีก่อน แต่ราคาตกมากจนกระทั่งมูลค่าต่ำลงบ้าง

ถึงตอนนี้ ควรจะตั้งปัญหาถามสัก ๒ ข้อ

ปัญหาข้อ ๑ เรื่องข้าวส่งออกนั้น จะมีนโยบายกันอย่างไรแน่

ทางมือขวาก็อยากส่งเสริมให้ส่งออกมากๆ ถึงกับยอมคืนพรีเมียมให้แก่พ่อค้าบางรายที่ส่งข้าวไทยไป ทางมือซ้าย ก็เกรงว่าข้าวในประเทศจะขาดแคลนเพราะสต็อกต่ำ ต้องห้ามล้อไม่ให้ส่งข้าวออกเกินสมควร เครื่องยนต์เครื่องนี้เร่งเครื่องพร้อม ๆ กับห้ามล้อ เปลืองน้ำมัน เปลืองเครื่องแย่

ปัญหาข้อ ๒ สินค้าที่ส่งออกไม่ใคร่จะได้ดี เช่น ข้าวโพด แป้งมัน ปอ ไม้สัก สาเหตุเป็นเพราะธรรมชาติหรือโลกภายนอก หรือการกระทำของมนุษย์ปุถุชนเรานี่เอง อย่างไรกันแน่

แม้ว่ามูลค่าขาออกจะต่ำกว่ามูลค่าขาเข้าก็ตาม เงินสำรองของชาติที่เป็นทองคำ และเงินตราต่างประเทศก็ยังเพิ่มขึ้น คงเป็นยอดรวมประมาณ ๕๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน เพราะมีสินค้าเป็นอันมาก เฉพาะอย่างยิ่งเป็นประเภทลงทุน เราสั่งเข้ามาโดยไม่ต้องหรือยังไม่ต้องชำระเงิน

ปัญหาข้อ ๓ จึงมีอยู่ว่า เราควรจะทำอะไรกับเงินสำรองนี้

ปัญหาข้อนี้ มีนักปราชญ์หลายท่านเสนอตอบ บ้างก็ว่าควรที่รัฐบาลจะนำมาพัฒนาเศรษฐกิจเสีย บ้างก็ว่ารัฐบาลยังพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นได้ ควรพิมพ์ขึ้นบ้านเมืองจะได้เจริญเร็ว ๆ

ปัญหาข้อนี้ เผอิญอยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของผม จึงใคร่ถือโอกาสเรียนตอบไว้ ณ ที่นี้ด้วย คือ

(ก) การพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นนั้น ทำได้ง่าย แต่การพัฒนาเศรษฐกิจนั้นทำยาก เงินเป็นปัจจัยส่วนเดียวของการพัฒนา ถ้าธนบัตรออกใช้สูงเกินกว่ากำลังพัฒนานักจะเสียหายแก่แผนพัฒนานั้นเอง ด้วยเหตุเงินเฟ้อ

(ข) ทุกวันนี้นโยบายมีอยู่ว่า จะใช้ทุนสำรองนี้เป็นประโยชน์แก่ทั้งการพัฒนา การงบประมาณ และการค้า มิใช่จะมาเก็บใส่กรุไว้ให้ปู่โสมเฝ้างบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนปัจจุบันนี้ได้ ก็เพราะได้รับคำรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่าจะมีเงินสำรองให้ภายในขอบเขตสมควร และการที่ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ สามารถขยายวงเงินสินเชื่อจากต่างประเทศได้นั้น ก็เพราะเรามีเงินสำรองมั่นคงเป็นเหตุหนึ่ง แม้จะมิใช่เหตุที่สำคัญที่สุด นโยบายการชักจูงชาวต่างประเทศมาลงทุน ก็ได้พึ่งเงินสำรองนี้สนับสนุนเหมือนกัน

(ค) “รัฐบาลนี้ไม่ต้องการชักชวนให้ท่านรัดเข็มขัด แต่ขอชักชวนให้ท่านประหยัด.....โปรดจำไว้ว่า การประหยัดเป็นการสร้างอนาคต ไม่มีใครสามารถสร้างอนาคตได้โดยไม่รู้จักประหยัด.....”

เมื่อพิจารณาเพ่งเล็งต่อไปถึงอนาคตอันใกล้ สถานะการค้าของเราจะเป็นไปในทำนองใด ผมเห็นชอบด้วยกับคำกล่าวของท่านประธานเมื่อกี้นี้ว่า ภาวะการค้าของเรายังไม่อยู่ในขั้นน่าวิตก และผมใคร่จะเรียนเสริมว่า วิธีที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของเราและส่งเสริมให้ดีขึ้นนั้น อยู่ที่การผลิตเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่เท่านั้น สำคัญอยู่ที่ต้นทุนการผลิต จำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ต้นทุนการพัฒนา การผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค และการส่งออกของเราต่ำพอที่จะแข่งขันกับเขาได้ ผู้ใดทำการที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่างๆ สูงขึ้นโดยเหตุอันมิชอบ ย่อมถือได้เสมือนผู้ที่ทำลายป่าไม้อันเป็นทรัพยากรของชาติ ท่านว่าเป็นศัตรูทำลาย ถ้าต้นทุนการพัฒนาก้าวหน้าควรจะเป็นก้าวละ ๑ ล้านบาท และต้องจ่ายก้าวละ ๒ ล้านบาท ก็เท่ากับถ่วงความเจริญ พอที่จะก้าวทีละ ๒ ก้าวกลับก้าวได้ก้าวเดียว

ปัญหาข้อ ๔ ก็ยาขนานอะไรเล่าที่จะทำให้ต้นทุนต่ำได้

คำตอบที่สำคัญท่านคงจะได้ยินแล้ว คือ

เราต้องพยายามตัดคนกลาง และตัดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น

เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมิชอบ ต้องซื้อสบู่มาล้างมือ

หวนกล่าวถึงกิจการธนาคาร ผมไม่จำเป็นจะต้องกล่าวให้ยืดยาวในที่นี้ เพราะในสุนทรพจน์ของท่านประธานก็ดี สาส์นของ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการคลังก็ดี ได้กล่าวไว้ได้ความชัดแล้ว ผมใคร่สรุปและกล่าวเสริมดังนี้

(ก) กฎหมายการธนาคารพาณิชย์ฉบับใหม่ได้เริ่มใช้บังคับมาด้วยดี[1] โดยอาศัยความร่วมมือของธนาคารพาณิชย์ เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย การประชุมหารือกันประจำเดือนก็เป็นไปอย่างมีประโยชน์อย่างยิ่งแก่ทุกฝ่าย ทางด้านกลุ่มธนาคารต่างประเทศ ก็ได้เชิญเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุมหารือด้วยเป็นครั้งคราว และเมื่อมีข้อสงสัยต่าง ๆ ก็ได้ปรึกษาหารือทางปฏิบัติอย่างแจ่มแจ้งก่อนดำเนินการไป

(ข) สาขาของธนาคารพาณิชย์ในต่างจังหวัดหลายจังหวัด ได้ริเริ่มด้วยความสนับสนุนของสำนักงานใหญ่และธนาคารแห่งประเทศไทย ทำความตกลงกัน เพื่อจะให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และร่วมมือกันแข่งขันกันโดยชอบธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบกันในทางมิชอบ ข้อนี้ผมขอถือโอกาสสรรเสริญและขอบพระคุณท่านที่มีส่วนรับผิดชอบในเรื่องทั้ง ๑๑ จังหวัด คือ ตรัง สงขลา อำเภอเมืองสุราษฎร์ ภูเก็ต ยะลา อุบล อำเภอเมืองชุมพร สุรินทร์ สุโขทัย นราธิวาส และปัตตานี และใคร่ขอวิงวอนให้ท่านทั้งหลายในเขตอื่น ๆ ได้หาวิธีตกลงกันได้ ให้เป็นที่แพร่หลายทั่วประเทศจะเป็นคุณประโยชน์ยิ่งนัก

ผมมีข้อความที่สมควรจะเรียนเสนอไว้ ณ ที่นี้ ๓ ข้อ คือ

(๑) วงการธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยนี้มีเครดิตดี มีผู้เชื่อถือนำเงินมาฝากถึงร่วม ๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่ละสถาบันควรจะดำเนินการให้เป็นไปด้วยเกียรติอันดีงามแข่งขันกันในทางที่ชอบ ช่วยกันสร้างตลาดเงินให้มั่นคงสถาพร อันตลาดเงินนั้นก็สำคัญอยู่ที่เอกสารที่จะซื้อขายกัน และความเชื่อถือของลูกค้าแต่ละคน ผมยังสังเกตดูจากรายงานของสำนักหักบัญชี ก็เป็นจริงอย่างที่ท่านประธานสมาคมกล่าว คือจำนวนเช็คที่กระดอนกลับนั้นน้อยลง แต่ยังลดลงไม่ถึงขีดที่เราจะพึงพอใจ อีกประการหนึ่งถ้าจะนำเอาตารางลำดับธนาคารที่มีลูกค้าที่มีเช็คกระดอนกลับมา อุปมาเหมือนกับตารางผลการการแข่งขันฟุตบอล จะเห็นว่ามีบางธนาคารที่น่าสรรเสริญแสดงความยินดีด้วย คือไม่ยอมเป็นแชมเปี้ยน สถานการณ์ดีขึ้น เลื่อนจากตำแหน่งต้น ๆ ลงไปถึงตำแหน่งที่กลาง ๆ และท้าย ๆ ตาราง แต่ก็มีบางธนาคารที่หวงตำแหน่งแชมเปี้ยน (คือเช็คของลูกค้ากระดอนมากที่สุด) ผมใคร่ขอวิงวอนให้ดำเนินการสละตำแหน่งแชมเปี้ยนให้ผู้อื่นครองเถิด ความเชื่อมั่นในธนาคารของท่านจะดีมากยิ่งขึ้น

(๒) การที่ธนาคารพาณิชย์จะพยายามช่วยสนับสนุนการผลิตด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนนั้น ผมอนุโมทนาด้วย เพราะการผลิตดังที่ได้กล่าวแล้วน่าจะส่งเสริม แต่ขอได้โปรดพึงระลึกอยู่ข้อหนึ่งคือ “รับฝากเงินเป็นระยะเวลาสั้นจะไปผูกพันให้กู้เป็นระยะยาวเกินไปนักมิได้” เป็นอันตราย

(๓) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กระทำการอนุเคราะห์ทางการเงิน รับช่วงซื้อลดตั๋วเงินเพื่อส่งเสริมการส่งสินค้าออก และเพื่อตรึงอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนให้ต่ำตามนโยบายรัฐบาลนั้น เท่าที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว ๓–๔ ปี ก็นับว่าได้ผลพอเป็นที่พอใจ สำหรับการปฏิบัติขั้นต้น ท่านประธานสมาคมฯ ได้ปรารภใคร่จะให้ธนาคารขยายกิจการต่อไปอีก ขอเรียนให้ทราบว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีความดำริที่จะขยายกิจการนี้อยู่แล้วเป็นหลักการ คาดว่าในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจะสามารถแถลงรายละเอียดและเริ่มทำการขั้นต่อไปได้ คือ ธนาคารจะเปิดรับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินอันเกิดจากการซื้อวัสดุดิบของกิจการอุตสาหกรรม ทั้งที่ซื้อภายในประเทศและต่างประเทศ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ทำให้ต้นทุนการผลิตและการส่งออกต่ำลงยิ่งกว่าปัจจุบัน ข้อสำคัญอยู่ที่หลักเกณฑ์ ท่านคงจะเห็นด้วยว่า หลักเกณฑ์สำคัญ คือ (ก) จะต้องเป็นการซื้อขายวัสดุดิบโดยแท้จริง (ข) กิจการอุตสาหกรรมนั้นจะต้องเป็นประเภทที่ขายได้คล่องพอสมควร มิฉะนั้นย่อมผิดหลักการธนาคาร คือ เงินกู้ที่เราอนุเคราะห์นั้น จะต้องมีหวังชำระคืน

ก่อนจบ ผมต้องขออภัยที่พูดยืดยาวผิดวิสัยปกติของผมเอง และคงจะผิดหวังท่านที่เคารพบางท่านที่ผมมิได้ศึกษาดาราศาสตร์มาสำหรับค่ำวันนี้ ฉะนั้น จึงได้แต่ขอตั้งจิตขอพรให้สมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยท่านกรรมการและสมาชิกทุกท่าน จงมั่นอยู่ในสุจริตธรรม และจงเจริญด้วยความสุข ลาภ ยศ สรรเสริญ ตลอดไป

 

 

[1]           มีเหตุการณ์สำคัญด้านการเงินที่พึงกล่าวถึง ๒ ประการ คือ (๑) ในปี ๒๕๐๕ ได้มีการออกพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ ออกใช้แทนพระราชบัญญัติฉบับเดิมที่ออกในปี ๒๔๘๘ เป็นพระราชบัญญัติที่เป็นรากฐานของการธนาคารพาณิชย์ไทยในเวลาต่อมา ที่สำคัญ คือ มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการมีเงินกองทุนให้สอดคล้องกับการขยายกิจการ และกำหนดบทบัญญัติมิให้ธนาคารพาณิชย์ให้กู้ยืมแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งมากเกินควรเพื่อให้มีความมั่นคงในระบบธนาคาร และ (๒) ประเทศไทยได้ประกาศค่าเสมอภาคของเงินบาทในอัตรา ๑ บาทเท่ากับทองคำบริสุทธิ์ ๐.๐๔๒๔๒๔๕ กรัม หรือเทียบเท่า ๒๐.๘๐ บาท ต่อ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๖